เวลาที่ตรวจเจอโรคภูมิแพ้จมูกอักเสบเรื้อรัง หรือโรคหอบหืด หนึ่งในยาที่หมอมักจะจ่ายให้ติดตัวกลับบ้านเสมอก็คือ ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่น ไม่ว่าจะเป็นแบบพ่นจมูกหรือพ่นคอ หลายคนพอได้ยินคำว่าสเตียรอยด์ปุ๊บ ความกังวลก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที เพราะภาพจำในหัวคือเรื่องหน้าบวม กระดูกพรุน หรือภูมิคุ้มกันพัง
ในฐานะหมอที่นั่งตรวจคนไข้กลุ่มนี้อยู่ทุกวัน หมอเข้าใจความกังวลนี้ดีครับ วันนี้เรามาคุยกันแบบเปิดอกถึงเรื่อง ผลข้างเคียงระยะยาวของการใช้ยาส กันแบบหมดเปลือก ว่ามันน่ากลัวอย่างที่คิดจริงไหม และเราจะมีวิธีป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิดผลกระทบเหล่านั้น
ทำไมยาพ่นถึงปลอดภัยกว่ายากินเยอะมาก
ก่อนจะไปถึงเรื่องผลข้างเคียงระยะยาว หมออยากให้เข้าใจกลไกการทำงานของมันก่อน การที่เราใช้ยาสเตียรอยด์แบบกินหรือแบบฉีด ตัวยาจะวิ่งเข้าสู่กระแสเลือดแล้วกระจายไปทั่วร่างกาย ทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ง่ายและรวดเร็ว
แต่สำหรับ ผลข้างเคียงระยะยาวของการใช้ยาส แบบพ่นนั้น แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงครับ เพราะตัวยาถูกออกแบบมาให้ส่งตรงไปยังอวัยวะเป้าหมายโดยตรง เช่น เยื่อบุโพรงจมูก หรือหลอดลม ปริมาณยาที่ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดจึงน้อยมากๆ เรียกว่าน้อยจนแทบจะวัดระดับแทบไม่ได้เลย นั่นแปลว่าโอกาสที่จะเกิดผลข้างเคียงทั่วร่างกายจึงต่ำลงไปมากเช่นกัน
ปัญหาเฉพาะจุดที่อาจเจอเมื่อพ่นยาทางจมูกนานๆ
แม้ตัวยาจะส่วนใหญ่อยู่เฉพาะที่ แต่บริเวณที่สัมผัสยาโดยตรงอย่างโพรงจมูก ก็อาจเกิดความเปลี่ยนแปลงได้เมื่อใช้ต่อเนื่องเป็นแรมปี โดยอาการที่เราพบได้บ่อยมีดังนี้ครับ
- เยื่อบุจมูกแห้งและระคายเคือง: บางคนบ่นว่าแสบจมูก หรือรู้สึกจมูกแห้งผาก
- เลือดกำเดาไหลซึม: เกิดจากเส้นเลือดฝอยในจมูกเปราะบางลงจากฤทธิ์ของยา แต่มักจะเป็นเพียงเล็กน้อยและหยุดเองได้
- ผนังกั้นจมูกบางลง: อันนี้พบได้น้อยมาก และมักเกิดจากการพ่นยาผิดวิธี โดยจ่อหัวพ่นไปที่ผนังกั้นจมูกตรงกลางแทนที่จะพ่นออกด้านข้าง
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับช่องปากและลำคอเมื่อใช้ยาพ่นแก้หอบหืด
สำหรับคนที่ใช้ยาพ่นทางปากเพื่อรักษาโรคหอบหืด ตัวยาอาจจะตกค้างบริเวณช่องปาก ลิ้น หรือลำคอได้ หากละเลยการดูแลความสะอาด ก็อาจนำไปสู่ปัญหาเหล่านี้
อาการเสียงแหบและระคายคอเรื้อรัง
เกิดจากตัวยาไปทำให้กล้ามเนื้อบริเวณกล่องเสียงเกิดการระคายเคืองชั่วคราว ทำให้เสียงแหบแห้งเหมือนคนเป็นหวัดเรื้อรัง
เชื้อราในปากและคอ
เนื่องจากสเตียรอยด์มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกันเฉพาะที่เล็กน้อย หากมีละอองยาตกค้างในปาก ประกอบกับความอับชื้น ก็อาจทำให้เชื้อราแคนดิดาเจริญเติบโตจนเกิดเป็นคราบขาวในปากได้ แต่ปัญหานี้ป้องกันได้ง่ายมากด้วยการบ้วนปากและกลั้วคอทุกครั้งหลังพ่นยาเสร็จ
ความกังวลเรื่องการเติบโตในเด็กและกระดูกพรุนในผู้ใหญ่
นี่คือคำถามยอดฮิตในห้องตรวจว่า การใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกรักษาภูมิแพ้ในเด็ก จะทำให้ลูกเตี้ยไหม หรือใช้ในผู้สูงอายุจะทำให้กระดูกเปราะหรือเปล่า
จากงานวิจัยทางการแพทย์สมัยใหม่ยืนยันตรงกันครับว่า ในเด็กที่ใช้ยาพ่นจมูกในขนาดที่แพทย์แนะนำ อัตราการเจริญเติบโตอาจมีความแตกต่างจากเด็กปกติบ้างในช่วงปีแรกของการใช้ แต่เมื่อระยะยาวผ่านไป เด็กจะสามารถกลับมามีความสูงตามเกณฑ์มาตรฐานได้ตามปกติ ส่วนในผู้ใหญ่ ปริมาณยาที่ดูดซึมน้อยมากจนไม่ส่งผลให้เกิดโรคกระดูกพรุนอย่างแน่นอน ยกเว้นแต่ว่าท่านจะใช้ในขนาดที่สูงมากๆ เกินคำแนะนำของแพทย์เป็นระยะเวลานานติดต่อกัน
เทคนิคการใช้ยาให้ปลอดภัยและห่างไกลผลข้างเคียง
การป้องกัน ผลข้างเคียงระยะยาวของการใช้ยาส นั้นทำได้ไม่ยากเลยครับ เริ่มต้นจากการปรับพฤติกรรมการใช้ยาให้ถูกต้องตามนี้
- ใช้ตามขนาดที่แพทย์สั่งเท่านั้น: ไม่ควรเพิ่มยาเองเวลาอาการกำบัง และไม่ควรลดหรือหยุดยาเองทันที
- ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือกก่อนพ่น: เพื่อชะล้างน้ำมูกและสิ่งสกปรก ทำให้ยาเกาะติดกับเยื่อบุจมูกได้ดีขึ้น และใช้ยาในปริมาณที่น้อยลงได้
- จัดตำแหน่งหัวพ่นให้ถูก: หันปลายขวดพ่นออกด้านข้างของจมูก หลีกเลี่ยงการพ่นโดนผนังกั้นจมูกตรงกลาง
- บ้วนปากทุกครั้งหลังพ่นยาทางปาก: กลั้วคอและบ้วนทิ้ง รวมถึงล้างหน้าให้สะอาดเพื่อป้องกันคราบยาตกค้างบนผิวหนัง
- ติดตามอาการกับแพทย์สม่ำเสมอ: ให้คุณหมอตรวจเช็กโพรงจมูกและประเมินอาการเป็นระยะ เพื่อปรับลดขนาดยาลงเมื่ออาการดีขึ้น
ท้ายที่สุดนี้ อยากให้สบายใจได้ว่าประโยชน์ของการควบคุมโรคภูมิแพ้หรือหอบหืดให้สงบได้ด้วยยาพ่นนั้น มีมากกว่าความเสี่ยงจาก ผลข้างเคียงระยะยาวของการใช้ยาส อย่างเทียบกันไม่ได้ครับ ขอแค่ใช้ให้ถูกวิธีและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด คุณก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยไม่ต้องกังวลเรื่องผลข้างเคียงเลยครับ