ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกวัยกำลังโต แต่อาหารที่กินอยู่จริง ๆ แล้วพอกับความต้องการหรือเปล่า?

เวลาเดินตรวจที่คลินิก คุณพ่อคุณแม่มักจะถามคำถามยอดฮิตว่า ทำไมลูกกินเก่งมาก ตัวก็อวบอ้วน แต่ความสูงไม่ค่อยขยับไปไหนเลย หรือบางคนก็กังวลว่าลูกกินน้อย กลัวสารอาหารจะไม่พอสร้างกระดูกและสมอง คำถามเหล่านี้ทำให้หมอนึกถึงเรื่องโภชนาการของเด็กวัยเรียน ซึ่งเป็นช่วงวัยทองของการเจริญเติบโตที่ร่างกายมีความต้องการสารอาหารเฉพาะเจาะจงมากเป็นพิเศษ

เด็กในวัยเรียนช่วงอายุประมาณ 6 ถึง 12 ปี เป็นวัยที่กระดูกและกล้ามเนื้อกำลังยืดขยายอย่างรวดเร็ว สมองต้องใช้พลังงานในการเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดทั้งวัน การได้รับสารอาหารและแคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสมจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกความสูงและพัฒนาการทางสมองให้ไปได้สุดทาง วันนี้หมอเลยอยากชวนคุณพ่อคุณแม่มาลองสำรวจกันชัด ๆ ว่า ในแต่ละวันลูกรักของเราควรได้รับสารอาหารและแคลเซียมมากแค่ไหน ถึงจะเรียกว่าพอดีและเพียงพอ

พลังงานและสารอาหารหลักที่เด็กวัยเรียนขาดไม่ได้

ก่อนจะไปเจาะลึกเรื่องแคลเซียม เราต้องมาดูภาพรวมของพลังงานและสารอาหารหลักกันก่อน เพราะกระดูกจะยาวขึ้นได้ไม่ได้อาศัยแค่แคลเซียมอย่างเดียว แต่ต้องมีสารอาหารอื่นมาทำงานร่วมกันเปรียบเสมือนทีมก่อสร้างบ้าน

พลังงานจากอาหารที่เด็กวัยเรียนควรได้รับต่อวัน

โดยทั่วไปเด็กวัยนี้ต้องการพลังงานประมาณ 1,400 ถึง 1,600 กิโลแคลอรีต่อวัน ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่เขาทำ เช่น เด็กที่ชอบวิ่งเล่นกีฬาหรือเรียนพละย่อมเผาผลาญมากกว่าเด็กที่ชอบนั่งเล่นเกม พลังงานหลักนี้ควรมาจากอาหารครบ 5 หมู่ ไม่ใช่ขนมขบเคี้ยวหรือน้ำอัดลมที่ให้พลังงานว่างเปล่าแต่ไม่มีสารอาหาร

โปรตีน ตัวช่วยสร้างกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อกระดูก

โปรตีนไม่ใช่แค่ทำให้อ้วนทสมบูรณ์ แต่เป็นโครงสร้างหลักของกล้ามเนื้อและคอลลาเจนที่เป็นแกนกลางให้แคลเซียมไปเกาะ เด็กวัยเรียนต้องการโปรตีนประมาณ 1 ถึง 1.2 กรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมต่อวัน แหล่งที่ดีที่สุดได้แก่ เนื้อปลา ไข่ ไก่ นม และถั่วต่าง ๆ

ปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายเด็กวัยเรียนต้องการในแต่ละวัน

มาถึงพระเอกของเราในวันนี้ นั่นก็คือแคลเซียม แร่ธาตุตัวจริงเสียงจริงเรื่องความหนาแน่นของกระดูกและฟัน ช่วงวัยเรียนนี้เป็นช่วงสะสมมวลกระดูกที่ดีที่สุด หากช่วงนี้สะสมไว้ได้มาก โอกาสที่ตอนโตจะเป็นโรคกระดูกพรุนก็จะลดลงไปเยอะมาก

ตัวเลขแคลเซียมที่ลูกต้องได้รับในแต่ละวัน

ตามคำแนะนำทางโภชนาการ เด็กวัยเรียนอายุ 6 ถึง 12 ปี ควรได้รับแคลเซียมวันละประมาณ 800 ถึง 1,000 มิลลิกรัม ซึ่งถ้ามองเป็นตัวเลขเฉย ๆ อาจจะเห็นภาพยาก หมอขอเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ แบบนี้

  • นมจืด 1 แก้ว (ปริมาณ 200 ซีซี) มีแคลเซียมประมาณ 200 ถึง 250 มิลลิกรัม
  • เต้าหู้แข็งครึ่งก้อน มีแคลเซียมประมาณ 100 ถึง 200 มิลลิกรัม
  • ปลาตัวเล็กตัวน้อยที่กินได้ทั้งก้าง 1 ช้อนโต๊ะ มีแคลเซียมสูงมาก
  • ผักใบเขียวเข้ม เช่น คะน้า หรือกวางตุ้ง สุกแล้วครึ่งถ้วย มีแคลเซียมในระดับที่ดี

ดังนั้น ถ้าวันหนึ่งเด็กดื่มนมวันละ 2 ถึง 3 แก้ว บวกกับอาหารหลักครบ 3 มื้อที่มีเต้าหู้ ปลาเล็กปลาน้อย หรือผักใบเขียว ก็มักจะเพียงพอกับความต้องการของร่างกายแล้ว

เทคนิคเติมแคลเซียมและสารอาหารให้ลูกกินง่าย ไม่เบื่อ

ในความเป็นจริง เด็กหลายคนไม่ชอบดื่มนมจืด หรือไม่ชอบกินผักใบเขียว คุณพ่อคุณแม่มักจะเจอศึกหนักทุกครั้งที่นั่งโต๊ะอาหาร หมอมีเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ใช้แนะนำคนไข้ในคลินิกเป็นประจำมาฝากกัน

ปรับเปลี่ยนรูปแบบอาหารเสริมแคลเซียมในชีวิตประจำวัน

หากลูกไม่ชอบดื่มนมจืด ลองเปลี่ยนเป็นนมรสจืดอุ่น ๆ ผสมโกโก้แท้ที่ไม่หวานจัด หรือทำเป็นสมูทตี้โยเกิร์ตผสมผลไม้สด เมนูพวกนี้ช่วยซ่อนแคลเซียมจากผลิตภัณฑ์นมได้อย่างแนบเนียน นอกจากนี้ การทำอาหารโดยใช้น้ำซุปกระดูกเคี่ยว หรือการโรยปลาข้าวสารอบกรอบลงในข้าวสวยหรือไข่เจียว ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยเพิ่มแคลเซียมโดยที่เด็กไม่รู้สึกว่ากำลังถูกบังคับกินยาขมหม้อใหญ่

วิตามินดี ตัวช่วยดูดซึมแคลเซียมที่หลายคนมองข้าม

ต่อให้ลูกกินแคลเซียมเข้าไปเยอะแค่ไหน แต่ถ้าขาดวิตามินดี ร่างกายก็จะไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมไปใช้สร้างกระดูกได้เต็มที่ วิตามินดีหาได้ง่ายที่สุดจากแสงแดดอ่อน ๆ ในช่วงเช้าหรือเย็น การปล่อยให้เด็ก ๆ ออกไปวิ่งเล่นกลางแจ้งบ้าง นอกจากจะได้ออกกำลังกายกล้ามเนื้อแล้ว ยังช่วยสังเคราะห์วิตามินดีให้ร่างกายนำแคลเซียมไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดอีกด้วย

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down