คนไข้หลายคนที่เดินเข้ามาปรึกษาหมอในห้องตรวจ มักจะเริ่มต้นบทสนทนาด้วยประโยคคล้ายๆ กันว่า รู้สึกอึดอัดข้างใน บอกไม่ถูกว่ามันคืออะไร รู้แต่ว่ามันตื้อไปหมด บางคนมาด้วยอาการปวดหัวเรื้อรัง นอนไม่หลับ หรือปวดท้องเกร็งจนกินอะไรไม่ได้ แต่เมื่อส่งตรวจร่างกายอย่างละเอียดกลับไม่พบความผิดปกติทางกายใดๆ เลย
เมื่อหมอชวนคุยลึกลงไปถึงความรู้สึกในช่วงนี้ คำตอบที่ได้มักจะเป็นความเงียบ หรือคำว่า ไม่รู้ และ ไม่แน่ใจ ประสบการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ใช่การแกล้งทำ แต่เป็นภาวะที่มีอยู่จริงในทางจิตวิทยา ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของคนจำนวนมากโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว
เมื่อคำว่า "ไม่เป็นไร" ซ่อนความเจ็บปวดที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้
เวลาที่ใครคนหนึ่งบอกว่าสบายดี แต่แววตากลับหมองเศร้า บางทีเขาอาจไม่ได้กำลังโกหกคุณ แต่เขาอาจจะไม่รู้จริงๆ ว่าความรู้สึกข้างในของตัวเองคืออะไร อาการเหล่านี้เป็นลักษณะสำคัญของ ภาวะความบกพร่องในการเข้าใจอารมณ์ตนเอง หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Alexithymia ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษากรีก แปลตรงตัวได้ว่า การไม่มีคำศัพท์สำหรับอธิบายอารมณ์
คนที่มีภาวะนี้ไม่ได้เป็นคนไม่มีหัวใจ หรือไร้ความรู้สึก พวกเขายังคงมีความโกรธ ความเศร้า ความกลัว และความสุขเกิดขึ้นในร่างกายเหมือนคนทั่วไป เพียงแต่สมองส่วนประมวลผลขาดการเชื่อมต่อกับความรู้สึกนั้น ทำให้ไม่สามารถแปลสัญญาณทางกายออกมาเป็นชื่อเรียกอารมณ์ได้ เปรียบเสมือนการได้รับจดหมายสำคัญ แต่เปิดอ่านไม่ออกเพราะเขียนด้วยภาษาที่ไม่รู้จัก
เช็กสัญญาณเตือน: อาการแบบไหนที่บอกว่ากำลังมีภาวะนี้?
การสังเกตตัวเองและคนใกล้ชิดเป็นก้าวแรกที่สำคัญ ลองมาดูกันว่าสัญญาณทางพฤติกรรมและอารมณ์ที่มักพบในผู้ที่มีภาวะนี้มีอะไรบ้าง
- แยกแยะความรู้สึกไม่ออก: ไม่สามารถระบุได้ว่าความอึดอัดในอกตอนนี้คือความโกรธ ความเหงา หรือความกลัว กันแน่
- สับสนระหว่างอาการทางกายกับอารมณ์: เมื่อรู้สึกกังวล หัวใจจะเต้นแรงและมือสั่น แต่เจ้าตัวจะเข้าใจว่าตัวเองกำลังเป็นโรคหัวใจ หรือเมื่อเครียดจนปวดท้อง ก็จะคิดว่าเป็นเพียงอาการโรคกระเพาะอาหาร
- อธิบายความรู้สึกให้คนอื่นฟังยากมาก: มักจะหลีกเลี่ยงการพูดถึงเรื่องอารมณ์ลึกซึ้ง และหันไปพูดถึงแต่ข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแทน
- มีสไตล์การคิดแบบเน้นแต่โลกภายนอก (Externally Oriented Thinking): มักตัดสินใจด้วยเหตุผลตัวเลขหรือตรรกะแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยละทิ้งความรู้สึกส่วนตัวไปอย่างสิ้นเชิง
- ดูเหมือนเย็นชาในความสัมพันธ์: ไม่ใช่เพราะไม่รัก แต่เพราะไม่สามารถเข้าใจและตอบสนองต่ออารมณ์ที่ละเอียดอ่อนของคู่ชีวิตหรือคนรอบข้างได้
เกิดอะไรขึ้นในสมอง? ทำไมเราถึงแปลผลความรู้สึกตัวเองไม่ได้
หากมองในมุมของประสาทวิทยาศาสตร์ สมองของมนุษย์เราทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างและรับรู้อารมณ์ แต่ในผู้ที่มีภาวะนี้ การเชื่อมต่อระหว่างสมองสองส่วนสำคัญเกิดความติดขัด
สมองส่วนอินซูลา (Insula) และการรับรู้สัญญาณทางกาย
อินซูลาทำหน้าที่เหมือนเสารับสัญญาณที่คอยตรวจจับการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ หรือความเกร็งของกล้ามเนื้อ เมื่อมีความผิดปกติในการทำงานของสมองส่วนนี้ สัญญาณอารมณ์ที่ส่งมาจากร่างกายจึงไปไม่ถึงสมองส่วนคิดวิเคราะห์
คอร์ปัส คาโลซัม (Corpus Callosum) และทางเชื่อมสองซีกสมอง
สมองซีกขวาทำหน้าที่รับรู้และประมวลอารมณ์ความรู้สึก ขณะที่สมองซีกซ้ายทำหน้าที่เรื่องภาษาและการใช้เหตุผล ท่อเชื่อมต่อขนาดใหญ่อย่างคอร์ปัส คาโลซัม หากทำงานลดลง ข้อมูลอารมณ์จากซีกขวาก็จะไม่สามารถส่งผ่านไปให้ซีกซ้ายแปลออกมาเป็นคำพูดได้
นอกจากปัจจัยทางชีวภาพแล้ว ประสบการณ์ในวัยเด็กก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง เด็กที่เติบโตมาในครอบครัวที่ถูกละเลยทางอารมณ์ (Emotional Neglect) หรือเติบโตในสิ่งแวดล้อมที่การแสดงออกทางอารมณ์เป็นเรื่องต้องห้าม มักจะเรียนรู้ที่จะปิดสวิตช์ความรับรู้ของตัวเองลงเพื่อความอยู่รอด จนกลายเป็นความเคยชินเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่
เมื่อความไม่เข้าใจอารมณ์ กลายเป็นกำแพงสูงในความสัมพันธ์
บ่อยครั้งที่คนไข้มาพบหมอไม่ได้เริ่มจากปัญหาสุขภาพกาย แต่มาเพราะความสัมพันธ์กำลังจะพังทลาย คู่รักของคนที่มีภาวะนี้มักจะรู้สึกโดดเดี่ยว เหมือนกำลังใช้ชีวิตอยู่กับหุ่นยนต์ที่ไม่มีความรู้สึก ขณะที่ตัวคนไข้เองก็รู้สึกกดดันและสับสนว่าตัวเองทำอะไรผิด
ความไม่เข้าใจอารมณ์ตนเองทำให้ไม่สามารถสร้างความผูกพันทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งกับใครได้ เมื่อเกิดความขัดแย้ง พวกเขามักจะเลือกใช้วิธีเงียบ เดินหนี หรือใช้เหตุผลเข้าหักล้างอย่างรวดเร็วเพื่อตัดรำคาญ ซึ่งยิ่งทำให้ปัญหาบานปลาย การเข้าใจว่านี่คือภาวะหนึ่งที่สามารถฝึกฝนและพัฒนาได้ จะช่วยลดการกล่าวโทษกันและร่วมมือกันแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกจุด
วิธีฝึกเชื่อมโยงใจกับสมอง ให้เรากลับมาเข้าใจความรู้สึกตัวเองอีกครั้ง
ข่าวดีคือ สมองของคนเรามีความยืดหยุ่นและสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ได้เสมอ การฝึกฝนเพื่อก้าวข้ามภาวะนี้เปรียบเหมือนการเรียนภาษาใหม่ ซึ่งต้องอาศัยเวลาและความอดทน โดยสามารถเริ่มต้นได้จากแบบฝึกหัดง่ายๆ เหล่านี้
เริ่มต้นจากการสังเกตสัญญาณทางร่างกาย (Body Scan)
เมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกไม่สบายตัว ให้หยุดนิ่งๆ สักนาที แล้วสำรวจร่างกายตัวเองเกร็งตรงไหนไหม? หัวใจเต้นเร็วขึ้นหรือเปล่า? หายใจตื้นไหม? การหันมาสนใจปฏิกิริยาทางกายจะช่วยปูทางไปสู่การเชื่อมต่อกับอารมณ์ที่ซ่อนอยู่
ขยายคลังคำศัพท์เกี่ยวกับอารมณ์
แทนที่จะใช้แค่คำว่า ดี หรือ ไม่ดี ลองฝึกใช้ตารางวงล้ออารมณ์ (Emotion Wheel) เพื่อค้นหาคำระบุอารมณ์ที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น วันนี้รู้สึกอึดอัดใจ รู้สึกผิดหวัง รู้สึกเหงา หรือรู้สึกไม่มั่นคง การมีคำศัพท์ที่หลากหลายจะช่วยให้สมองซีกซ้ายทำงานร่วมกับสมองซีกขวาได้ดีขึ้น
บันทึกความรู้สึกประจำวัน
ลองสละเวลาวันละ 5-10 นาที เขียนบันทึกเรื่องราวที่เจอในแต่ละวัน โดยเน้นเขียนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและปฏิกิริยาของร่างกาย ไม่จำเป็นต้องเขียนให้สละสลวย เพียงแค่ปล่อยให้ความคิดพรั่งพรูออกมาบนกระดาษ จะช่วยระบายความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ภายในออกมาได้
หากลองทำด้วยตัวเองแล้วยังรู้สึกยากลำบาก การเข้าพบนักจิตบำบัดหรือจิตแพทย์เพื่อทำจิตบำบัด เช่น พฤติกรรมบำบัดทางความคิด (CBT) จะช่วยให้เราค้นพบปมในอดีต เรียนรู้การรับรู้อารมณ์อย่างปลอดภัย และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งตัวเองและคนรอบข้างได้อย่างยั่งยืน