อาการแบบไหนที่ฟ้องว่าเรากำลังมีภาวะความบกพร่องในการเข้าใจอารมณ์ตนเอง
หลายครั้งเวลาที่มีคนถามว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไร แล้วเรามักจะนิ่งเงียบ สมองตื้อคิดไม่ออก หรือตอบได้แค่คำกว้างๆ ว่า ดี เหนื่อย หรือเฉยๆ ทั้งที่ลึกๆ แล้วข้างในมันปั่นป่วนไปหมด อาการแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด และไม่ใช่ความพยายามที่จะปิดบังความรู้สึกของตัวเอง แต่ในทางการแพทย์และจิตวิทยา มันมีชื่อเรียกเฉพาะตัวว่า ภาวะความบกพร่องในการเข้าใจอารมณ์ตนเอง หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า อะเล็กซิไทเมีย
เวลาที่ต้องเผชิญกับเรื่องเครียดๆ คนทั่วไปอาจจะแยกแยะได้ว่านี่คือความโกรธ ความเสียใจ หรือความกังวล แต่สำหรับคนที่มีภาวะนี้ เขากลับรู้สึกแค่ความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เช่น ใจสั่น แน่นหน้าอก หรือปวดท้อง โดยไม่รู้เลยว่าอาการทางกายเหล่านั้นมันเชื่อมโยงกับอารมณ์อะไรอยู่ กลายเป็นความสับสนว่าตกลงแล้วร่างกายกำลังป่วยหรือใจกำลังเหนื่อยกันแน่
สำรวจตัวเองกันหน่อย ว่าเราเข้าข่ายภาวะนี้หรือเปล่า
ในฐานะหมอที่นั่งฟังเรื่องราวของคนไข้มาเยอะ อาการของภาวะนี้มักจะแอบซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวันแบบที่เราไม่รู้ตัว ลองสังเกตตัวเองจากสัญญาณเหล่านี้ดู:
- ตอบไม่ได้ว่ารู้สึกอย่างไร: เมื่อมีเหตุการณ์มากกระทบจิตใจ มักจะเรียบเรียงคำพูดเพื่ออธิบายความรู้สึกของตัวเองออกมาไม่ได้เลย
- แยกความรู้สึกกับอาการทางกายไม่ออก: รู้สึกไม่สบายตัว เช่น ปวดหัว คลื่นไส้ หรือหายใจไม่อิ่ม แต่ไม่รู้ว่ามันเกิดจากความเครียดหรือความกังวล
- จินตนาการไม่ค่อยออก: เวลาคนอื่นชวนคุยเรื่องความรู้สึก มุมมองนามธรรม หรือเรื่องซึ้งๆ จะรู้สึกเข้าไม่ถึงและมองไม่เห็นภาพตาม
- แสดงออกทางอารมณ์น้อยเกินไป: คนรอบข้างมักจะมองว่าเป็นคนนิ่งเฉย เยชา หรือไม่มีความรู้สึก ทั้งที่จริงๆ แล้วข้างในอาจจะมีเรื่องให้คิดมากมาย
- มักมีความสัมพันธ์ที่อบอุ่นยาก: เพราะไม่รู้ความต้องการและอารมณ์ของตัวเอง จึงยากที่จะสื่อสารความรู้สึกให้คนใกล้ตัวเข้าใจ จนบางครั้งกลายเป็นความห่างเหินโดยไม่ตั้งใจ
กลไกสมองและสาเหตุที่ทำให้เราอ่านใจตัวเองไม่ออก
ภาวะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความตั้งใจทำตัวชาชิน แต่มันมีรากฐานมาจากระบบการทำงานของสมอง โดยเฉพาะสมองส่วนที่ทำหน้าที่ประมวลผลอารมณ์และเชื่อมโยงกับเหตุผล บางคนอาจมีความผิดปกติตั้งแต่โครงสร้างสมองและการสื่อสารระหว่างซีกซ้ายและซีกขวา แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะมีที่มาจากประสบการณ์ในวัยเด็ก
ลองนึกภาพตามว่า ถ้าเด็กคนหนึ่งเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่เคยเปิดพื้นที่ให้แสดงความรู้สึก หรือถูกบอกเสมอว่าห้ามร้องไห้ ห้ามโกรธ สมองของเด็กจะเรียนรู้ที่จะปิดกั้นการรับรู้อารมณ์ของตัวเอง เพื่อความอยู่รอดทางจิตใจในตอนนั้น เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ กลไกการป้องกันตัวนี้ก็ยังคงทำงานอยู่ ทำให้เราตัดขาดจากการรับรู้อารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริงไปโดยปริยาย
วิธีเยียวยาและฝึกฝนเพื่อให้กลับมาเชื่อมต่อกับความรู้สึก
ข่าวดีก็คือ ภาวะความบกพร่องในการเข้าใจอารมณ์ตนเอง ไม่ใช่โรคทางกายที่รักษาไม่หาย และไม่ใช่เรื่องถาวร สมองของเรามีความยืดหยุ่นพอที่จะเรียนรู้ใหม่ได้ ถ้าเราค่อยๆ ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ เริ่มต้นจากการสังเกตสัญญาณเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวัน เช่น ตอนที่รู้สึกเหนื่อย ลองหยุดแล้วถามตัวเองว่าความเหนื่อยนี้มันมาจากงาน งานบ้าน หรือความสัมพันธ์การฝึกเขียนบันทึกความรู้สึกประจำวัน (Journaling) โดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาษาสวยงาม แค่เขียนว่าวันนี้เจออะไรแล้วร่างกายรู้สึกอย่างไรบ้าง จะช่วยเชื่อมโยงระหว่างสมองส่วนที่คิดและสมองส่วนที่รู้สึกเข้าหากันได้ดีขึ้น นอกจากนี้ การปรึกษานักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์เพื่อทำจิตบำบัด ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ปลอดภัยและได้ผลดีในการค่อยๆ แกะปมความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ข้างในออกมาดูทีละนิด
สรุป
การไม่เข้าใจอารมณ์ของตัวเองไม่ใช่ความผิดพลาด และไม่ใช่เรื่องที่เราต้องรู้สึกแย่กับตัวเอง มันเป็นแค่กลไกที่สมองเคยใช้ปกป้องเราในอดีต การค่อยๆ หันกลับมาทำความเข้าใจร่างกาย ฟังเสียงของหัวใจ และให้เวลากับตัวเองในการเรียนรู้ความรู้สึกอีกครั้ง จะช่วยให้เราค่อยๆ ก้าวผ่านความสับสน และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและเข้าใจตัวเองมากขึ้น