หลายครั้งที่เราเผลอพูดจาแรงใส่คนใกล้ตัว หรือแสดงพฤติกรรมบางอย่างออกไปแบบไม่ได้ตั้งใจ พอมาคิดทบทวนดูทีไรก็ต้องมานั่งเสียใจทุกที หลายคนมักจะโทษตัวเองว่าเป็นคนใจร้อน หรือคิดว่าตัวเองไม่มีความอดทนเอาเสียเลย แต่ในมุมมองของแพทย์แล้ว เรื่องของปัญหาการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมไม่ได้เป็นแค่เรื่องของนิสัยใจคอเสมอไป แต่อาจมีกลไกทางสมองและเรื่องราวเบื้องหลังที่เราไม่เคยรู้มาก่อนซ่อนอยู่
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าเราเริ่มควบคุมตัวเองไม่ค่อยอยู่แล้ว
อาการฟิวส์ขาดหรือความรู้สึกที่เหมือนรถเบรกแตกไม่ได้เกิดขึ้นแค่เฉพาะเวลาที่เราโกรธจัดจนอาละวาดเท่านั้น แต่ยังมีรูปแบบอื่นๆ ที่เนียนๆ อยู่ในชีวิตประจำวันจนเราอาจมองข้ามไป เช่น การหงุดหงิดง่ายกับเรื่องเล็กน้อย การกินหรือช้อปปิ้งเพื่อระบายความเครียดแบบหยุดไม่ได้ การพูดจาทำร้ายความรู้สึกคนอื่นโดยไม่ทันยั้งคิด หรือแม้แต่การระเบิดอารมณ์ใส่หน้าจอคอมพิวเตอร์เวลาทำงานไม่ทัน อาการเหล่านี้หากเกิดขึ้นบ่อยและเริ่มกระทบกับความสัมพันธ์รอบตัว หรือทำให้การใช้ชีวิตประจำวันสะดุด นั่นแปลว่าสมองส่วนที่ทำหน้าที่เบรกอารมณ์เริ่มทำงานได้ไม่เต็มที่แล้ว
เบื้องหลังสมองพังชั่วคราว ทำไมอารมณ์ถึงวิ่งเร็วกว่าเหตุผล
เวลาที่เราเจอเรื่องมากวนใจ สมองส่วนที่เรียกว่าอะมิกดาล่า (Amygdala) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนระบบสัญญาณกันขโมยและจัดการอารมณ์ดิบ จะทำงานอย่างรวดเร็วก่อนสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ที่ทำหน้าที่คิดวิเคราะห์และยับยั้งชั่งใจ พูดง่ายๆ คือ อารมณ์วิ่งออกตัวไปไกลแล้ว แต่เหตุผลยังผูกเชือกรองเท้าอยู่เลย ยิ่งถ้าเราสะสมความเครียด พักผ่อนน้อย หรือเจอภาวะกดดันสะสมเป็นเวลานาน ระบบเบรกในสมองก็จะยิ่งเสื่อมประสิทธิภาพลง ทำให้เราหลุดควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมได้ง่ายกว่าปกติหลายเท่า
โรคภัยหรือภาวะทางสุขภาพจิตที่อาจแอบซ่อนอยู่
ในบางกรณี ปัญหาเรื่องการควบคุมอARมณ์ไม่ได้เกิดขึ้นจากความเครียดทั่วไป แต่อาจเป็นสัญญาณของภาวะสุขภาพบางอย่าง เช่น โรคซึมเศร้าที่แสดงออกด้วยความหงุดหงิดฉุนเฉียว โรควิตกกังวล ภาวะสมาธิสั้นในผู้ใหญ่ที่ทำให้ควบคุมแรงกระตุ้นได้ยาก หรือความผิดปกติของการนอนหลับเรื้อรัง การเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงจึงเป็นก้าวสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหา เพราะเราจะได้รักษาที่ต้นตอ ไม่ใช่แค่คอยมานั่งตามเช็ดตามล้างผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากอารมณ์ชั่ววูบ
วิธีปรับสมดุลสมองและฝึกซ้อมระบบเบรกอารมณ์ในชีวิตประจำวัน
ข่าวดีคือ สมองของเรามีความสามารถในการปรับเปลี่ยนและเรียนรู้ใหม่ได้ตลอดเวลา เราสามารถฝึกฝนทักษะการจัดการอารมณ์ให้ดีขึ้นได้ผ่านวิธีเหล่านี้
- หยุดแล้วหายใจลึกๆ: เมื่อเริ่มรู้สึกว่าร่างกายร้อนผ่าว หัวใจเต้นเร็ว ให้ใช้กฎการหายใจเข้าลึกกลั้นไว้สักครู่แล้วค่อยๆ ผ่อนออก เพื่อดึงสติกลับมาและให้สมองส่วนหน้าได้มีเวลาทำงาน
- ถอยฉากออกจากสถานการณ์: ถ้าเริ่มรู้ตัวว่าคุยกันไม่รู้เรื่อง ให้ขอตัวเดินเลี่ยงออกมาจากตรงนั้นชั่วคราว เพื่อป้องกันไม่ให้เผลอทำหรือพูดอะไรที่จะต้องมาเสียใจทีหลัง
- จัดระเบียบการพักผ่อน: การนอนหลับที่ไม่เพียงพอคือศัตรูตัวฉกาจของความสามารถในการควบคุมตัวเอง การนอนให้เต็มอิ่มช่วยให้สมองส่วนหน้าพร้อมทำงานในวันรุ่งขึ้น
- ยอมรับและสังเกตตัวเอง: แทนที่จะโกรธตัวเองที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ให้เปลี่ยนเป็นจดบันทึกว่าอะไรคือตัวกระตุ้นที่ทำให้เราฟิวส์ขาด เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงหรือรับมือได้ทันในครั้งต่อไป
เมื่อไหร่ควรพาตัวเองไปปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ
หากลองปรับพฤติกรรมด้วยตัวเองแล้วรู้สึกว่าไม่ดีขึ้น อาการหงุดหงิดหรือพฤติกรรมควบคุมไม่ได้เริ่มรุนแรงขึ้นจนทำร้ายตัวเองหรือคนรอบข้าง หรือเริ่มมีอาการซึมเศร้าหมดพลังร่วมด้วย การเดินทางไปพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นการดูแลสุขภาพที่สำคัญไม่ต่างจากการไปหาหมอเวลาปวดท้อง การได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องและการบำบัดที่ตรงจุด จะช่วยให้คุณกลับมาเป็นเจ้าของชีวิตและอารมณ์ของตัวเองได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง