เคยไหมที่ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกเจ็บแปลบที่บริเวณถุงหน่วงๆ สัมผัสแล้วรู้สึกว่าอัณฑะข้างใดข้างหนึ่งบวมโต กดแล้วเจ็บ หรือเวลาปัสสาวะกลับรู้สึกแสบร้อน ท่อปัสสาวะติดขัด พฤติกรรมเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายที่ผู้ชายหลายคนมักอาย ไม่กล้าไปพบแพทย์ และเลือกที่จะทนปวดจนอาการบานปลาย
อาการปวดบวมบริเวณน้องชาย ปัสสาวะแสบขัด หรือปัสสาวะลำบาก ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และบ่อยครั้งที่ปัญหาเหล่านี้มีความเกี่ยวโยงกันอย่างชิดใกล้ โดยเฉพาะ ภาวะอัณฑะอักเสบ ท่อส่งอสุจิอักเสบ และภาวะท่อปัสสาวะตีบตัน ซึ่งเป็นโรคทางระบบทางเดินปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์ชายที่พบได้บ่อยในคลินิก
ทำความรู้จักภาวะอัณฑะอักเสบ ท่อส่งอสุจิอักเสบ เกิดจากอะไรกันแน่?
เวลาหมออธิบายให้คนไข้ฟังง่ายๆ อัณฑะและท่อส่งอสุจิเปรียบเสมือนโรงงานและท่อลำเลียงที่อยู่ติดกันมากๆ เมื่อเกิดการติดเชื้อหรืออักเสบ อาการมักจะเกี่ยวเนื่องกันไปหมด
ภาวะอัณฑะอักเสบ ท่อส่งอสุจิอักเสบ มักเริ่มจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่แพร่กระจายมาจากทางเดินปัสสาวะ หรือโรคติดต่อทางสัมผัสสัมพันธ์ เช่น เชื้อหนองในแท้ (Gonorrhea) หรือหนองในเทียม (Chlamydia) ในกลุ่มผู้ชายวัยเจริญพันธุ์ ส่วนในผู้ชายวัยทำงานขึ้นไปหรือผู้สูงอายุ เชื้อส่วนใหญ่ มักเป็นเชื้อแบคทีเรียกลุ่มเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ เช่น เชื้อ E. coli
เมื่อเชื้อแบคทีเรียย้อนศรจากทางเดินปัสสาวะ ผ่านเข้าไปยังท่อส่งอสุจิ จะทำให้เกิดการระคายเคืองและบวมแดง หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา เชื้อจะลุกลามไปยังตัวเนื้ออัณฑะ ทำให้เกิดการอักเสบร่วมกันทั้งสองจุด
ท่อปัสสาวะตีบตันเกี่ยวอะไรด้วย? ต้นเหตุเงียบที่ทำให้ติดเชื้อซ้ำซาก
หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วภาวะท่อปัสสาวะตีบตันเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้อย่างไร?
ท่อปัสสาวะตีบตัน เกิดจากการที่มีพังผืดเกิดขึ้นภายในท่อปัสสาวะ ทำให้รูทางเดินปัสสาวะแคบลง สาเหตุอาจมาจากเคยมีการอุบัติเหตุโดนกระแทกบริเวณหน่วง การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเรื้อรัง หรือเคยได้รับการใส่สายยางเน็กปัสสาวะมาก่อน
เมื่อท่อปัสสาวะตีบตัน ปัสสาวะจะไม่สามารถไหลผ่านออกมาได้อย่างสะดวก เกิดการคั่งค้างของแรงดันและน้ำปัสสาวะ แรงดันที่สูงขึ้นนี้จะดันให้น้ำปัสสาวะที่มีเชื้อแบคทีเรียไหลย้อนกลับเข้าไปในท่อส่งอสุจิและอัณฑะ เป็นเหตุให้เกิด ภาวะอัณฑะอักเสบ ท่อส่งอสุจิอักเสบ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากไม่ได้รับการแก้ไขที่ต้นตอของท่อปัสสาวะที่ตีบตัน
เช็กอาการด้วยตัวเอง: แบบไหนคืออักเสบธรรมดา แบบไหนคือสัญญาณอันตราย?
หากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด:
- ปวดบวมบริเวณถุงอัณฑะ: รู้สึกหนักๆ หน่วงๆ อัณฑะข้างใดข้างหนึ่งบวมโต แดง และร้อนเมื่อสัมผัส
- เจ็บปวดขณะปัสสาวะหรือหลั่งอสุจิ: รู้สึกแสบขัดเวลาฉี่ หรือปวดเกร็งขณะหลั่ง
- มีหนองหรือสารคล้ายมูกไหลออกจากปลายอวัยวะเพศ: โดยเฉพาะช่วงเช้าหลังตื่นนอน
- สายน้ำปัสสาวะพุ่งเบา ลำพุ่งเล็ก หรือปัสสาวะสะดุด: สัญญาณบ่งบอกว่าอาจมีภาวะท่อปัสสาวะตีบตันร่วมด้วย
- มีไข้ หนาวสั่น: แสดงถึงการติดเชื้อที่เริ่มรุนแรงขึ้น
วิธีรักษาจากคุณหมอ: ยาปฏิชีวนะ การดูแลตัวเอง และเมื่อไหร่ต้องผ่าตัด?
การรักษาโรคกลุ่มนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หากมารักษาตั้งแต่เนิ่นๆ โดยแพทย์จะประเมินหาสาเหตุที่แท้จริง ดังนี้
1. การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ
หากเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะจ่ายยาปฏิชีวนะที่ตรงกับเชื้อ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องรับประทานยาให้ครบตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด แม้ว่าอาการปวดบวมจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันอาการดื้อยาและการกลับมาเป็นซ้ำ
2. การบรรเทาอาการปวดและลดอักเสบ
แพทย์อาจจ่ายยาลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพื่อช่วยลดอาการปวดและบวม การนอนพักผ่อน ประคบเย็นช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก และการสวมกางเกงในที่พยุงถุงอัณฑะให้กระชับ จะช่วยลดแรงดึงรั้งและบรรเทาอาการปวดได้ดีมาก
3. การแก้ไขภาวะท่อปัสสาวะตีบตัน
หากตรวจพบว่าต้นเหตุเกิดจากท่อปัสสาวะตีบ แพทย์จะวางแผนการรักษาเพิ่มเติม เช่น การขยายท่อปัสสาวะด้วยอุปกรณ์พิเศษ หรือการผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อส่องตัดพังผืด เพื่อให้ทางเดินปัสสาวะกลับมาโล่งและลดโอกาสการติดเชื้อย้อนกลับไปที่อัณฑะ
วิธีดูแลตัวเองและป้องกันไม่ให้อาการกลับมาเป็นซ้ำ
ป้องกันไว้ก่อนดีกว่าแก้เสมอ การดูแลสุขภาพระบบทางเดินปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์ทำได้ง่ายๆ ดังนี้:
- สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางสัมผัสสัมพันธ์
- ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว เพื่อช่วยขับแบคทีเรียออกจากทางเดินปัสสาวะ
- ไม่กลั้นปัสสาวะนานๆ เมื่อรู้สึกปวดควรอั้นแล้วไปขับถ่ายทันที
- สังเกตสายน้ำปัสสาวะของตนเอง หากเริ่มรู้สึกว่าพุ่งเบาลงเรื่อยๆ ควรรีบไปพบแพทย์ตรวจเช็ก
ภาวะอัณฑะอักเสบ ท่อส่งอสุจิอักเสบ รวมถึงท่อปัสสาวะตีบตัน ไม่ใช่เรื่องน่าอาย และไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เพราะอาจส่งผลต่อภาวะมีบุตรยากในอนาคตได้ หากเริ่มมีอาการปวด บวม หรือฉี่ขัด การรีบมาปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้รักษาหายได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยที่สุด