ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เวลาที่ร่างกายได้รับบาดเจ็บ ไม่ว่าจะเป็นแผลถลอกเล็กๆ จากการหกล้ม แผลมีดบาดในครัว หรือแม้กระทั่งแผลเย็บหลังการผ่าตัด สิ่งหนึ่งที่หลายคนมักจะต้องเผชิญตามมาคืออาการผิวหนังรอบๆ แผลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง มีอาการบวมเต่ง จับแล้วรู้สึกอุ่นกว่าผิวหนังบริเวณอื่น และเริ่มมีความรู้สึกปวดตุบๆ ตามมา

อาการเหล่านี้มักสร้างความกังวลใจให้ไม่น้อย เพราะหลายคนแยกไม่ออกว่า แผลกำลังอักเสบตามธรรมชาติเพื่อสมานตัวเอง หรือแผลกำลังติดเชื้อกันแน่ การทำความเข้าใจกลไกของร่างกายและการจัดการภาวะบวมแดงและอักเสบของแผลอย่างถูกวิธี จะช่วยลดความทรมาน ช่วยให้แผลหายไวขึ้น และที่สำคัญคือป้องกันไม่ให้แผลเล็กๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ลุกลามลึกเข้าไปในชั้นผิวหนัง

ทำไมแผลถึงมีอาการบวมแดงและอักเสบ?

ก่อนที่จะไปดูวิธีจัดการ อยากชวนมาทำความเข้าใจธรรมชาติของร่างกายกันก่อน จริงๆ แล้ว อาการบวม แดง ร้อน และปวด เป็นปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติที่เรียกว่า กระบวนการอักเสบ (Inflammation) ซึ่งเป็นด่านแรกในการปกป้องและซ่อมแซมตัวเองของร่างกาย

เมื่อผิวหนังเกิดบาดแผล ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนภัยทันที หลอดเลือดบริเวณนั้นจะขยายตัวเพื่อลำเลียงเม็ดเลือดขาว สารอาหาร และอ็อกซิเจนเดินทางมายังบริเวณแผลเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมและเริ่มสร้างเนื้อเยื่อใหม่ การที่เลือดไหลเวียนมาคั่งอยู่บริเวณนี้จึงทำให้เราเห็นแผลมีสีแดงและรู้สึกอุ่นร้อน ส่วนอาการบวมเกิดจากของเหลวและพลาสม่าซึมออกจากหลอดเลือดเพื่อมาช่วยสมานแผล ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นในช่วง 2-3 วันแรกหลังเกิดบาดแผลและจะค่อยๆ ลดลงเอง

วิธีดูแลแผลเบื้องต้นเมื่อเริ่มมีอาการบวมแดง

เมื่อเริ่มสังเกตเห็นว่าแผลเริ่มมีอาการบวมแดง สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การวิ่งไปหายาปฏิชีวนะมากินเอง แต่เป็นการดูแลสุขอนามัยของแผลอย่างถูกต้องตามขั้นตอนต่อไปนี้

  • รักษาความสะอาดเป็นอันดับหนึ่ง: ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือปราศจากเชื้อหลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์ราดลงไปบนแผลโดยตรง เพราะแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ทำลายเนื้อเยื่อที่ดี ทำให้แผลระคายเคืองและอักเสบมากขึ้น แอลกอฮอล์ควรใช้เช็ดเฉพาะผิวหนังรอบๆ แผลเท่านั้น
  • ซับแผลให้แห้ง: หลังจากล้างแผลแล้ว ให้ใช้ผ้าก๊อซสะอาดซับแผลเบาๆ ห้ามถูหรือขยี้เด็ดขาด เพราะจะทำให้เนื้อเยื่อที่กำลังพยายามสร้างใหม่ฉีกขาด
  • ปิดแผลอย่างเหมาะสม: การปิดแผลด้วยผ้าก๊อซหรือพลาสเตอร์ที่ระบายอากาศได้ดีจะช่วยปกป้องแผลจากฝุ่นละอองและเชื้อโรคภายนอก รวมถึงช่วยรักษาความชุ่มชื้นที่พอเหมาะซึ่งเอื้อต่อการสมานตัวของผิวหนัง
  • ยกส่วนที่มีบาดแผลให้สูงขึ้น: หากแผลอยู่ที่แขนหรือขา พยายามยกส่วนนั้นให้สูงกว่าระดับหัวใจเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะในช่วง 24 ชั่วโมงแรก เพื่อช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดและน้ำเหลืองไหลกลับได้สะดวกขึ้น ซึ่งจะช่วยลดอาการบวมเต่งได้อย่างเห็นผล

ประคบเย็นหรือประคบร้อน? เลือกใช้ให้ถูกวิธีเพื่อลดบวม

คำถามยอดฮิตที่หมอมักจะโดนถามบ่อยๆ คือ แผลบวมแบบนี้ต้องประคบอะไรดี คำตอบขึ้นอยู่กับระยะเวลาและลักษณะของแผลเป็นสำคัญ

การประคบเย็นในระยะเริ่มต้น

ในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรกหลังเกิดบาดแผล แนะนำให้ใช้การประคบเย็น โดยใช้เจลประคบเย็นหรือน้ำแข็งห่อด้วยผ้าสะอาดประคบรอบๆ บริเวณแผล (ระวังอย่าให้แผลเปียกน้ำ) ครั้งละ 15-20 นาที ทุกๆ 2-3 ชั่วโมง ความเย็นจะช่วยให้หลอดเลือดหดตัว ลดการซึมของของเหลวออกสู่นอกหลอดเลือด จึงช่วยระงับอาการบวมและช่วยบรรเทาอาการปวดตุบๆ ได้เป็นอย่างดี

หลีกเลี่ยงการประคบร้อนกับแผลเปิด

ต้องระวังเป็นพิเศษว่า ห้ามใช้การประคบร้อนกับแผลที่มีลักษณะฉีกขาด แผลเปิด หรือแผลที่เพิ่งเย็บมาใหม่ๆ ในช่วงแรกเด็ดขาด เพราะความร้อนจะยิ่งทำให้หลอดเลือดขยายตัว เลือดไหลเวียนมามากขึ้น ส่งผลให้แผลยิ่งบวมแดงและอักเสบรุนแรงกว่าเดิม

กินยาหรือทายาอะไรได้บ้าง เพื่อช่วยลดอาการอักเสบของแผล

การใช้ยารักษาอาการอักเสบและบวมของแผล ควรพิจารณาตามความรุนแรงของอาการ

  • ยาลดไข้บรรเทาปวดพาราเซตามอล: หากมีอาการปวดตื้อๆ สามารถรับประทานยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการปวดได้ตามขนาดยาที่เหมาะสม
  • ยาลดการอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs): ยาในกลุ่มนี้ เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) มีฤทธิ์ช่วยลดทั้งอาการปวดและลดกระบวนการอักเสบในร่างกายโดยตรง อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ไต หรือโรคหัวใจ
  • หลีกเลี่ยงการซื้อยาทาหรือยาปฏิชีวนะมากินเองโดยไม่จำเป็น: หลายคนพอเห็นแผลแดงก็รีบไปซื้อยาแก้อักเสบชนิดเม็ดมากิน ซึ่งจริงๆ แล้วยาเม็ดเหล่านั้นคือยาปฏิชีวนะที่ใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไม่ได้มีฤทธิ์ลดการอักเสบโดยตรง หากแผลไม่ได้มีการติดเชื้อ การกินยาเหล่านี้นอกจากจะไม่ช่วยลดบวมแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยาในอนาคตอีกด้วย

อาการแบบไหนที่เป็นสัญญาณเตือนว่าแผลเริ่มติดเชื้อและต้องไปพบแพทย์ทันที

แม้ว่าอาการบวมแดงจะเป็นเรื่องปกติในระยะแรกของการสมานแผล แต่เราก็ต้องคอยสังเกตสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่า แผลไม่ได้อักเสบธรรมดาแล้ว แต่กำลังเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ซึ่งหากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

  • อาการบวม แดง และร้อนรอบๆ แผล ไม่ลดลงหลังผ่านไป 3-5 วัน แต่กลับขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ
  • มีความรู้สึกปวดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ปวดตุบๆ ตลอดเวลาจนนอนไม่หลับ แม้จะกินยาแก้ปวดแล้วก็ไม่ทุเลา
  • มีน้ำเหลืองปนเลือดลักษณะข้น หรือมีหนองไหลออกมาจากบาดแผล และแผลเริ่มมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ
  • เริ่มมีไข้ หนาวสั่น หรือรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวคล้ายจะเป็นไข้
  • สังเกตเห็นเส้นสีแดงลากยาวออกจากบริเวณบาดแผลมุ่งหน้าเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งเป็นสัญญาณของการอักเสบของท่อน้ำเหลือง

สุดท้ายนี้ การดูแลจัดการภาวะบวมแดงและอักเสบของแผลอย่างใส่ใจตั้งแต่เริ่มแรก การรักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัด และการพักผ่อนร่างกายเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างเต็มที่ คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้บาดแผลหายกลับคืนสู่สภาพปกติได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยที่สุด

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down