เวลาที่ร่างกายได้รับบาดเจ็บ ไม่ว่าจะเป็นแผลถลอกเล็กๆ จากการหกล้ม แผลมีดบาดในครัว หรือแม้กระทั่งแผลเย็บหลังการผ่าตัด สิ่งหนึ่งที่หลายคนมักจะต้องเผชิญตามมาคืออาการผิวหนังรอบๆ แผลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง มีอาการบวมเต่ง จับแล้วรู้สึกอุ่นกว่าผิวหนังบริเวณอื่น และเริ่มมีความรู้สึกปวดตุบๆ ตามมา
อาการเหล่านี้มักสร้างความกังวลใจให้ไม่น้อย เพราะหลายคนแยกไม่ออกว่า แผลกำลังอักเสบตามธรรมชาติเพื่อสมานตัวเอง หรือแผลกำลังติดเชื้อกันแน่ การทำความเข้าใจกลไกของร่างกายและการจัดการภาวะบวมแดงและอักเสบของแผลอย่างถูกวิธี จะช่วยลดความทรมาน ช่วยให้แผลหายไวขึ้น และที่สำคัญคือป้องกันไม่ให้แผลเล็กๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ลุกลามลึกเข้าไปในชั้นผิวหนัง
ทำไมแผลถึงมีอาการบวมแดงและอักเสบ?
ก่อนที่จะไปดูวิธีจัดการ อยากชวนมาทำความเข้าใจธรรมชาติของร่างกายกันก่อน จริงๆ แล้ว อาการบวม แดง ร้อน และปวด เป็นปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติที่เรียกว่า กระบวนการอักเสบ (Inflammation) ซึ่งเป็นด่านแรกในการปกป้องและซ่อมแซมตัวเองของร่างกาย
เมื่อผิวหนังเกิดบาดแผล ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนภัยทันที หลอดเลือดบริเวณนั้นจะขยายตัวเพื่อลำเลียงเม็ดเลือดขาว สารอาหาร และอ็อกซิเจนเดินทางมายังบริเวณแผลเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมและเริ่มสร้างเนื้อเยื่อใหม่ การที่เลือดไหลเวียนมาคั่งอยู่บริเวณนี้จึงทำให้เราเห็นแผลมีสีแดงและรู้สึกอุ่นร้อน ส่วนอาการบวมเกิดจากของเหลวและพลาสม่าซึมออกจากหลอดเลือดเพื่อมาช่วยสมานแผล ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นในช่วง 2-3 วันแรกหลังเกิดบาดแผลและจะค่อยๆ ลดลงเอง
วิธีดูแลแผลเบื้องต้นเมื่อเริ่มมีอาการบวมแดง
เมื่อเริ่มสังเกตเห็นว่าแผลเริ่มมีอาการบวมแดง สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การวิ่งไปหายาปฏิชีวนะมากินเอง แต่เป็นการดูแลสุขอนามัยของแผลอย่างถูกต้องตามขั้นตอนต่อไปนี้
- รักษาความสะอาดเป็นอันดับหนึ่ง: ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือปราศจากเชื้อหลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์ราดลงไปบนแผลโดยตรง เพราะแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ทำลายเนื้อเยื่อที่ดี ทำให้แผลระคายเคืองและอักเสบมากขึ้น แอลกอฮอล์ควรใช้เช็ดเฉพาะผิวหนังรอบๆ แผลเท่านั้น
- ซับแผลให้แห้ง: หลังจากล้างแผลแล้ว ให้ใช้ผ้าก๊อซสะอาดซับแผลเบาๆ ห้ามถูหรือขยี้เด็ดขาด เพราะจะทำให้เนื้อเยื่อที่กำลังพยายามสร้างใหม่ฉีกขาด
- ปิดแผลอย่างเหมาะสม: การปิดแผลด้วยผ้าก๊อซหรือพลาสเตอร์ที่ระบายอากาศได้ดีจะช่วยปกป้องแผลจากฝุ่นละอองและเชื้อโรคภายนอก รวมถึงช่วยรักษาความชุ่มชื้นที่พอเหมาะซึ่งเอื้อต่อการสมานตัวของผิวหนัง
- ยกส่วนที่มีบาดแผลให้สูงขึ้น: หากแผลอยู่ที่แขนหรือขา พยายามยกส่วนนั้นให้สูงกว่าระดับหัวใจเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะในช่วง 24 ชั่วโมงแรก เพื่อช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดและน้ำเหลืองไหลกลับได้สะดวกขึ้น ซึ่งจะช่วยลดอาการบวมเต่งได้อย่างเห็นผล
ประคบเย็นหรือประคบร้อน? เลือกใช้ให้ถูกวิธีเพื่อลดบวม
คำถามยอดฮิตที่หมอมักจะโดนถามบ่อยๆ คือ แผลบวมแบบนี้ต้องประคบอะไรดี คำตอบขึ้นอยู่กับระยะเวลาและลักษณะของแผลเป็นสำคัญ
การประคบเย็นในระยะเริ่มต้น
ในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรกหลังเกิดบาดแผล แนะนำให้ใช้การประคบเย็น โดยใช้เจลประคบเย็นหรือน้ำแข็งห่อด้วยผ้าสะอาดประคบรอบๆ บริเวณแผล (ระวังอย่าให้แผลเปียกน้ำ) ครั้งละ 15-20 นาที ทุกๆ 2-3 ชั่วโมง ความเย็นจะช่วยให้หลอดเลือดหดตัว ลดการซึมของของเหลวออกสู่นอกหลอดเลือด จึงช่วยระงับอาการบวมและช่วยบรรเทาอาการปวดตุบๆ ได้เป็นอย่างดี
หลีกเลี่ยงการประคบร้อนกับแผลเปิด
ต้องระวังเป็นพิเศษว่า ห้ามใช้การประคบร้อนกับแผลที่มีลักษณะฉีกขาด แผลเปิด หรือแผลที่เพิ่งเย็บมาใหม่ๆ ในช่วงแรกเด็ดขาด เพราะความร้อนจะยิ่งทำให้หลอดเลือดขยายตัว เลือดไหลเวียนมามากขึ้น ส่งผลให้แผลยิ่งบวมแดงและอักเสบรุนแรงกว่าเดิม
กินยาหรือทายาอะไรได้บ้าง เพื่อช่วยลดอาการอักเสบของแผล
การใช้ยารักษาอาการอักเสบและบวมของแผล ควรพิจารณาตามความรุนแรงของอาการ
- ยาลดไข้บรรเทาปวดพาราเซตามอล: หากมีอาการปวดตื้อๆ สามารถรับประทานยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการปวดได้ตามขนาดยาที่เหมาะสม
- ยาลดการอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs): ยาในกลุ่มนี้ เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) มีฤทธิ์ช่วยลดทั้งอาการปวดและลดกระบวนการอักเสบในร่างกายโดยตรง อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ไต หรือโรคหัวใจ
- หลีกเลี่ยงการซื้อยาทาหรือยาปฏิชีวนะมากินเองโดยไม่จำเป็น: หลายคนพอเห็นแผลแดงก็รีบไปซื้อยาแก้อักเสบชนิดเม็ดมากิน ซึ่งจริงๆ แล้วยาเม็ดเหล่านั้นคือยาปฏิชีวนะที่ใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไม่ได้มีฤทธิ์ลดการอักเสบโดยตรง หากแผลไม่ได้มีการติดเชื้อ การกินยาเหล่านี้นอกจากจะไม่ช่วยลดบวมแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยาในอนาคตอีกด้วย
อาการแบบไหนที่เป็นสัญญาณเตือนว่าแผลเริ่มติดเชื้อและต้องไปพบแพทย์ทันที
แม้ว่าอาการบวมแดงจะเป็นเรื่องปกติในระยะแรกของการสมานแผล แต่เราก็ต้องคอยสังเกตสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่า แผลไม่ได้อักเสบธรรมดาแล้ว แต่กำลังเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ซึ่งหากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
- อาการบวม แดง และร้อนรอบๆ แผล ไม่ลดลงหลังผ่านไป 3-5 วัน แต่กลับขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ
- มีความรู้สึกปวดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ปวดตุบๆ ตลอดเวลาจนนอนไม่หลับ แม้จะกินยาแก้ปวดแล้วก็ไม่ทุเลา
- มีน้ำเหลืองปนเลือดลักษณะข้น หรือมีหนองไหลออกมาจากบาดแผล และแผลเริ่มมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ
- เริ่มมีไข้ หนาวสั่น หรือรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวคล้ายจะเป็นไข้
- สังเกตเห็นเส้นสีแดงลากยาวออกจากบริเวณบาดแผลมุ่งหน้าเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งเป็นสัญญาณของการอักเสบของท่อน้ำเหลือง
สุดท้ายนี้ การดูแลจัดการภาวะบวมแดงและอักเสบของแผลอย่างใส่ใจตั้งแต่เริ่มแรก การรักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัด และการพักผ่อนร่างกายเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างเต็มที่ คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้บาดแผลหายกลับคืนสู่สภาพปกติได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยที่สุด