ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

กลางดึกคืนหนึ่ง หมอเชื่อว่าพ่อแม่หลายคนเคยต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะเสียงหายใจที่ผิดปกติของลูกน้อย บางครั้งเป็นเสียงครืดคราดในลำคอ บางครั้งเป็นเสียงหายใจเร็วรัวจนแผ่นอกกระเพื่อม ความกังวลใจเช่นนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ดี เพราะระบบทางเดินหายใจของเด็กเล็กยังมีขนาดเล็กและบอบบางมาก เมื่อเกิดการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลกระทบต่อการหายใจได้อย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าผู้ใหญ่

ในฐานะหมอเด็ก หมอมักจะเน้นย้ำกับคุณพ่อคุณแม่เสมอว่า การป้องกันไม่ให้เกิดโรคตั้งแต่แรกคือสิ่งที่ดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็ก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ร่างกายของลูกน้อยต้องทำงานหนักจนเกิดภาวะหายใจเร็วตามมา

เมื่อไหร่ที่เรียกว่าหายใจเร็ว? วิธีสังเกตอาการของลูกอย่างถูกต้อง

ก่อนที่เราจะไปดูวิธีป้องกัน หมออยากชวนมาทำความเข้าใจก่อนว่า อาการหายใจเร็วในเด็กนั้นวัดกันอย่างไร เพราะอัตราการหายใจของเด็กแต่ละช่วงวัยจะไม่เท่ากัน ยิ่งเด็กเล็กเท่าไหร่ อัตราการหายใจตามธรรมชาติก็ยิ่งเร็วขึ้นเท่านั้น

วิธีการสังเกตที่แม่นยำที่สุดคือนับอัตราการหายใจในตอนที่ลูกหลับหรือกำลังนอนพักนิ่งๆ โดยนับการกระเพื่อมขึ้นลงของหน้าอกหรือท้อง นับเป็น 1 ครั้งต่อการหายใจเข้าและออกครบรอบ โดยจับเวลาและนับให้ครบ 1 นาทีเต็ม หากพบตัวเลขดังต่อไปนี้ แสดงว่าลูกอาจมีภาวะหายใจเร็วเกินไป

  • เด็กแรกเกิดถึงอายุ 2 เดือน: หายใจตั้งแต่ 60 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
  • เด็กอายุ 2 เดือนถึง 11 เดือน: หายใจตั้งแต่ 50 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
  • เด็กอายุ 1 ปีถึง 5 ปี: หายใจตั้งแต่ 40 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป

ทำไมไข้หวัดหรือการติดเชื้อ ถึงทำให้ลูกน้อยหายใจหอบจนหน้าอกบุ๋ม?

หมอขออธิบายกลไกการทำงานของร่างกายให้เข้าใจง่ายๆ ทางเดินหายใจของเด็กเล็กเปรียบเสมือนหลอดน้ำหวานขนาดเล็ก เมื่อมีเชื้อไวรัสอย่าง RSV ไข้หวัดใหญ่ หรือเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายจะสร้างกลไกป้องกันตัวโดยทำให้ผนังทางเดินหายใจบวมขึ้นและผลิตเสมหะออกมาเป็นจำนวนมาก

เมื่อหลอดลมที่เล็กอยู่แล้วถูกปิดกั้นด้วยความบวมและเสมหะ ร่างกายของลูกจึงต้องออกแรงหายใจให้แรงขึ้นและเร็วขึ้นเพื่อดึงออกซิเจนเข้าไปให้เพียงพอต่อความต้องการ การออกแรงที่มากกว่าปกติทำให้กล้ามเนื้อบริเวณซี่โครงและใต้ชายโครงต้องทำงานหนัก จนเราสังเกตเห็นหน้าอกบุ๋มหรือซี่โครงบานขณะที่ลูกหายใจนั่นเอง

วิธีป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ เพื่อลดความเสี่ยงภาวะหายใจเร็วในเด็ก

การป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจถือเป็นเกราะคุ้มกันด่านแรกที่สำคัญที่สุดในการปกป้องปอดและระบบทางเดินหายใจของลูกน้อยไม่ให้ต้องทำงานหนัก หมอมีแนวทางปฏิบัติที่สามารถทำตามได้ง่ายและได้ผลจริงมาแนะนำดังนี้

1. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนอย่างครบถ้วน

วัคซีนคือเครื่องมือที่ช่วยฝึกให้ระบบภูมิคุ้มกันของลูกรู้จักและพร้อมต่อสู้กับเชื้อโรค หมอแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกไปรับวัคซีนพื้นฐานตามเกณฑ์ และพิจารณาวัคซีนทางเลือกเพิ่มเติม เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี วัคซีนป้องกันโรคไอพีดี (IPD) หรือการปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับแนวทางการป้องกันเชื้อ RSV ในกลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงสูง

2. รักษาความสะอาดและสร้างนิสัยการล้างมือ

เชื้อโรคทางเดินหายใจส่วนใหญ่ติดต่อผ่านละอองฝอยและการสัมผัส การฝึกให้ลูกล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างน้อย 20 วินาทีก่อนรับประทานอาหารและหลังกลับมาจากนอกบ้าน เป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการหยุดยั้งเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย

3. หลีกเลี่ยงพื้นที่แออัดในช่วงที่โรคระบาดแพร่กระจาย

หากไม่จำเป็น ควรหลีกเลี่ยงการพาลูกเล็กไปในสถานที่ปิดที่มีผู้คนหนาแน่น เช่น ห้างสรรพสินค้าในช่วงวันหยุด หรือสนามเด็กเล่นในร่ม หากต้องออกไปข้างนอก การสวมหน้ากากอนามัยที่พอดีกับใบหน้าของเด็ก (สำหรับเด็กที่อายุมากกว่า 2 ปี) จะช่วยลดโอกาสการสูดดมเชื้อโรคได้มาก

4. จัดสิ่งแวดล้อมในบ้านให้สะอาดและอากาศถ่ายเท

ฝุ่นละออง ควันบุหรี่ และขนสัตว์ สามารถทำให้ทางเดินหายใจของลูกเกิดการระคายเคืองและอักเสบได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะซ้ำเติมให้การติดเชื้อรุนแรงกว่าเดิม ควรทำความสะอาดบ้านเป็นประจำ เปิดหน้าต่างให้อากาศหมุนเวียน และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ในบ้านหรือบริเวณใกล้เคียงกับที่เด็กอยู่โดยเด็ดขาด

สัญญาณเตือนอันตราย: อาการแบบไหนที่ต้องพาลูกส่งโรงพยาบาลทันที?

แม้ว่าเราจะระมัดระวังเป็นอย่างดีแล้ว แต่บางครั้งเชื้อโรคร้ายก็อาจเล็ดลอดเข้ามาได้ หมออยากให้คุณพ่อคุณแม่คอยสังเกตอาการเหล่านี้ หากมีข้อใดข้อหนึ่งเกิดขึ้น ต้องรีบพาลูกไปพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอ

  • ลูกหายใจเร็วเกินเกณฑ์อายุที่หมอได้แนะนำไว้ข้างต้น
  • มีอาการอกบุ๋มใต้ชายโครง หรือเห็นซี่โครงขึ้นชัดเจนขณะหายใจ
  • ปีกจมูกขยับพะเยิบพะยาบตามจังหวะการหายใจ (ปีกจมูกบาน)
  • มีเสียงหายใจดังวี๊ด หรือมีเสียงครืดคราดรุนแรงในหน้าอก
  • ริมฝีปาก เล็บมือ หรือเล็บเท้าเริ่มมีสีคล้ำหรือเปลี่ยนเป็นสีพิมพ์เขียว
  • ลูกซึมลง ไม่ยอมกินนม กินอาหาร หรือร้องกวนกระสับกระส่ายตลอดเวลา

การดูแลสุขภาพทางเดินหายใจของลูกน้อยเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความใส่ใจอย่างสม่ำเสมอ หมอหวังว่าคำแนะนำเหล่านี้จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่มีความมั่นใจในการดูแลและป้องกันลูกรักให้ปลอดภัยจากโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ และช่วยให้เสียงหายใจของลูกน้อยกลับมานุ่มนวลและสม่ำเสมอในทุกๆ คืน

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down