ตับอักเสบจากไวรัสเอคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร?
หลายคนมักตกใจเมื่อได้ยินคำว่าตับอักเสบ เพราะคิดว่าน่าจะรุนแรงและรักษาหายยาก แต่สำหรับ ภาวะตับอักเสบจากเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ นั้น ความจริงแล้วมีเรื่องราวที่ต่างออกไปพอสมควร เชื้อตัวนี้ไม่ได้ติดต่อทางเลือดหรือเพศสัมพันธ์เหมือนไวรัสบีหรือซี แต่มันเข้าสู่ร่างกายเราผ่านทางปาก หรือพูดง่ายๆ ว่ากินเข้าไปโดยไม่รู้ตัว ผ่านอาหารหรือน้ำดื่มที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อนจากอุจจาระของผู้ติดเชื้อ เมื่อกินเข้าไป เชื้อจะเดินทางไปที่ตับและทำให้เกิดการอักเสบขึ้น
เตือนภัยใกล้ตัว: สังเกตอาการแบบนี้แปลว่าตับกำลังส่งเสียงร้อง
เวลาที่ตับเริ่มอักเสบ ร่างกายจะมีวิธีส่งสัญญาณเตือนให้เราสังเกตเห็นได้ แต่ความยากคือ ในเด็กเล็กมักจะไม่ค่อยแสดงอาการอะไรเลย หรือมีแค่อาการป่วยไข้เล็กน้อยคล้ายเป็นหวัด แต่ในผู้ใหญ่มักจะมีอาการชัดเจนและชวนให้อ่อนเพลียมากๆ อาการที่พบบ่อยได้แก่
- อ่อนเพลียไม่มีแรง: รู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าปกติแบบผิดสังเกต
- เบื่ออาหารและคลื่นไส้: เห็นอาหารอะไรก็ไม่อยากกิน แน่นท้อง ท้องอืด
- ตัวเหลืองตาเหลือง (ดีซ่าน): สังเกตเห็นตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และผิวหนังเริ่มเหลือง
- ปัสสาวะสีเข้ม: สีปัสสาวะจะเข้มเหมือนชาเข้มๆ หรือน้ำโค้ก ทั้งที่ดื่มน้ำปกติ
- เจ็บชายโครงขวา: รู้สึกตึงๆ หรือหน่วงๆ บริเวณใต้ชายโครงด้านขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ
ติดเชื้อแล้วอันตรายแค่ไหน ต้องรักษานานไหม?
ข่าวดีคือ โรคนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ร่างกายของคนเรามีความมหัศจรรย์ในการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาจัดการกับเจ้าไวรัสตัวนี้ได้เอง เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก ภาวะตับอักเสบจากเชื้อไวรัสตับอ จะค่อยๆ ดีขึ้นและหายขาดได้เองในเวลาไม่กี่สัปดาห์ถึงไม่กี่เดือน ที่สำคัญคือเชื้อนี้ไม่ก่อให้เกิดโรคตับอักเสบเรื้อรัง ตับจะไม่พังถาวรเหมือนไวรัสบางชนิด และเมื่อหายแล้วร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต
วิธีรักษาและการดูแลตัวเองเมื่อตับอักเสบ
เนื่องจากยังไม่มีการใช้ยาต้านไวรัสเฉพาะเจาะจงสำหรับไวรัสเอ การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีที่สุด สิ่งที่แพทย์มักจะแนะนำมีดังนี้
- พักผ่อนให้เต็มที่: งดการออกกำลังกายหักโหมหรือกิจกรรมที่ใช้แรงเยอะ เพราะจะทำให้ร่างกายยิ่งเพลีย
- หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์เด็ดขาด: ช่วงที่ตับกำลังอักเสบ ตับต้องทำงานหนักในการขับสารพิษ การดื่มแอลกอฮอล์จะซ้ำเติมให้ตับพังหนักขึ้น
- ระวังเรื่องการกินยา: ยาหลายชนิดถูกเผาผลาญที่ตับ หากมีอาการปวดหัวหรือเป็นไข้ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนกินยาพาราเซตามอลหรือยาชุดใดๆ
- กินอาหารอ่อนย่อยง่าย: เน้นอาหารที่มีประโยชน์ สะอาด และย่อยง่าย เพื่อให้ระบบทางเดินอาหารทำงานน้อยที่สุด
วิธีป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสเอมาเยือน
การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ และเนื่องจากโรคนี้ติดต่อผ่านการกิน เราจึงสามารถตัดวงจรการแพร่เชื้อได้ด้วยสุขอนามัยง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน
- กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือทุกครั้งก่อนกินอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
- ดื่มน้ำสะอาด น้ำที่ต้มสุก หรือน้ำดื่มที่มีมาตรฐานความสะอาดเชื่อถือได้
- หลีกเลี่ยงการกินอาหารสุกๆ ดิบๆ โดยเฉพาะอาหารทะเลหรือหอยจากแหล่งที่ไม่มั่นใจความสะอาด
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอ ซึ่งปัจจุบันมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ดีมาก
เมื่อไหร่ที่ต้องรีบมาหาหมอทันที?
แม้ว่าส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ถ้ามีอาการรุนแรงเหล่านี้เกิดขึ้น ต้องรีบมาโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะตับวายเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภาวะอันตรายถึงชีวิต
- อาเจียนติดต่อกันหลายครั้ง กินอะไรไม่ได้เลยจนร่างกายขาดน้ำ
- มีอาการซึมลง สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง หรือหมดสติ
- มีเลือดออกง่าย เช่น เลือดกำเดาไหลไม่หยุด หรือมีรอยฟกช้ำตามตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ท้องโตขึ้นอย่างรวดเร็วหรือมีขาบวมร่วมด้วย