เตือนภัยอาหารอร่อยข้างทาง: เมื่อตับส่งเสียงร้องเพราะเจ้าไวรัสตัวร้าย
หลายคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องไวรัสตับอักเสบกันมาบ้าง แต่พอพูดถึง ภาวะตับอักเสบจากเชื้อไวรัสตับอ ขึ้นมาทีไร หลายคนมักจะนึกว่าเป็นโรคไกลตัว หรือคิดว่าต้องเป็นอะไรที่รุนแรงน่ากลัวมากๆ จากประสบการณ์ที่นั่งตรวจคนไข้ในห้องตรวจ ผมมักจะเจอเคสที่เดินเข้ามาด้วยอาการอ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาหารไม่ย่อย แล้วพอเจาะเลือดตรวจถึงได้รู้ว่าเจ้าตับกำลังอักเสบอยู่จากเจ้าน้องไวรัสตัวเอ (Hepatitis A Virus) นี่แหละครับ
สาเหตุหลักไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลยครับ มันมาจากการที่เราเผลอรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนเข้าไป โดยเฉพาะของอร่อยตามข้างทาง ส้มตำปูปลาร้าที่สุกๆ ดิบๆ หรืออาหารทะเลที่ปรุงไม่สุก เชื้อโรคตัวนี้แอบแฝงมากับความอร่อยแล้วเดินทางเข้าสู่ร่างกายของเราอย่างเงียบๆ จนกระทั่งไปถึงบ้านหลังใหญ่ของมัน นั่นก็คือ เจ้าตับของเรานั่นเองครับ
สัญญาณเตือนภัยจากร่างกาย: แบบนี้หรือเปล่าที่กำลังบอกว่าตับกำลังพัง?
เวลาที่ไวรัสตัวนี้บุกเข้ามาโจมตีตับ เจ้าตับของเราเขาจะเริ่มประท้วงครับ อาการเริ่มต้นมักจะมาแบบเนียนๆ จนเราคิดว่าแค่นพักผ่อนไม่เพียงพอหรืออาหารเป็นพิษธรรมดา ลองเช็กลิสต์อาการเหล่านี้ดูครับว่าเคยเป็นกันบ้างไหม
- อ่อนเพลียไม่มีแรง: รู้สึกเหนื่อยล้าแบบแปลกๆ แม้จะนอนหลับเต็มอิ่ม
- เบื่ออาหารและคลื่นไส้: เห็นอาหารโปรดแล้วไม่อยากกิน รู้สึกพะอืดพะอม โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมัน
- ไข้ต่ำๆ และปวดเมื่อยตัว: เหมือนอาการเริ่มต้นของไข้หวัดใหญ่
- ปวดแน่นชายโครงขวา: จุดนี้คือตำแหน่งของตับโดยตรง ถ้ากดแล้วรู้สึกเจ็บตึงต้องระวัง
- ปัสสาวะสีเข้มเหมือนชาเขียว: อันนี้เป็นสัญญาณคลาสสิกที่ร่างกายฟ้องชัดเจน
- ตาเหลืองตัวเหลือง (ดีซ่าน): เมื่อตับเริ่มทำงานไม่ไหว สารสีเหลืองในเลือดจะคั่งจนแสดงออกมาให้เห็นที่ผิวหนังและตาขาว
เจาะลึกกระบวนการในร่างกาย: ทำไมตับถึงอักเสบได้ขนาดนี้?
พอเชื้อไวรัสเข้าปากปุ๊บ มันจะเดินทางผ่านระบบทางเดินอาหารแล้วซึมเข้าสู่กระแสเลือด ตรงดิ่งไปที่ตับทันที เมื่อมันเข้าไปอยู่ในเซลล์ตับแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันของเราซึ่งเป็นตำรวจผู้พิทักษ์ความสงบก็จะรีบวิ่งมาจัดการ แต่ความวุ่นวายมันอยู่ตรงนี้ครับ การที่ภูมิคุ้มกันพยายามจะกำจัดเซลล์ที่มีเชื้อไวรัสอยู่ด้วยนั้น ทำให้เกิดการต่อสู้กันอย่างดุเดือด ส่งผลให้เซลล์ตับรอบข้างพลอยได้รับความเสียหายไปด้วย เกิดเป็นภาวะอักเสบ บวม และทำงานได้ไม่เต็มที่
ข่าวดีคือ ภาวะตับอักเสบจากเชื้อไวรัสตับอ ส่วนใหญ่ในผู้ใหญ่จะไม่กลายเป็นโรคเรื้อรังแบบชนิดบีหรือซี ร่างกายของเรามีความมหัศจรรย์ตรงที่เขาสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ ใช้เวลาพักผ่อนรักษาตัวประมาณสองถึงสี่สัปดาห์ ตับก็จะค่อยๆ กลับมาแข็งแรงเป็นปกติครับ ยกเว้นในกลุ่มผู้สูงอายุหรือคนที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับตับอยู่แล้ว ซึ่งอาจจะมีอาการรุนแรงได้มากกว่าปกติ
วิธีดูแลตัวเองและการรักษาเมื่อแจ็คพอตแตกติดเชื้อมาแล้ว
ถ้าตรวจเจอว่าเป็นโรคนี้จริงๆ สิ่งสำคัญที่สุดคือ หมอยังไม่มียาเฉพาะเจาะจงที่จะกินแล้วหายปุบปับนะครับ การรักษาหลักๆ จึงเป็นการรักษาตามอาการและการพักผ่อนอย่างแท้จริง
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ: งดออกกำลังกายหนักๆ หรือทำงานหักโหม เพื่อให้ตับได้ใช้พลังงานไปกับการซ่อมแซมตัวเอง
- งดแอลกอฮอล์เด็ดขาด: ช่วงนี้ตับกำลังบาดเจ็บหนัก ถ้าเติมแอลกอฮอล์เข้าไปอีกเหมือนเป็นการซ้ำเติมแผลให้ลึกขึ้น
- ระวังเรื่องการกินยา: ยาหลายชนิดต้องผ่านการเผาผลาญที่ตับ หากจำเป็นต้องกินยาแก้ปวดลดไข้ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง ห้ามซื้อยากินเองมั่วซั่ว
- กินอาหารอ่อนย่อยง่าย: เน้นอาหารสะอาด ปรุงสุกใหม่ๆ ย่อยง่าย เพื่อไม่ให้ระบบทางเดินอาหารทำงานหนักเกินไป
แนวทางป้องกันง่ายๆ ที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน
กันไว้ดีกว่าแก้แน่นอนครับ เพราะการเป็นตับอักเสบนั้นทั้งทรมานและทำให้ชีวิตสะดุดไปเป็นเดือนๆ การป้องกันจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
- ยึดหลักกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ: ก่อนหยิบจับอาหารเข้าปากต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง
- เลือกกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่: หลีกเลี่ยงอาหารดิบๆ หรืออาหารที่วางทิ้งไว้นานโดยไม่มีฝาชีปิด
- ฉีดวัคซีนป้องกัน: ปัจจุบันเรามีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอแล้วครับ ฉีดสองเข็มคุ้มครองยาวนาน เหมาะมากสำหรับคนที่ชอบเดินทางท่องเที่ยวหรือกินอาหารนอกบ้านเป็นประจำ
สุดท้ายนี้ อยากฝากไว้ว่าตับเป็นอวัยวะที่อดทนมาก เขาจะไม่ค่อยบ่นจนกว่าจะอาการหนัก ดังนั้นดูแลความสะอาดเรื่องการกินดื่มให้ดี เพื่อให้เจ้าตับของเราทำงานได้อย่างมีความสุขไปนานๆ ครับ