คุณแม่หลายคนคงเคยเครียดและกุมขมับกับก้นแดงๆ ของเจ้าตัวเล็ก เวลาลูกเป็นผื่นผ้าอ้อม เรามักจะคิดว่าเป็นเพราะความอับชื้นจากผ้าอ้อมสำเร็จรูป ทาแป้ง ทายาสะสะหรือวาสลีนเดี๋ยวก็คงหาย แต่ในความเป็นจริง มีคุณแม่หลายท่านที่พาลูกมาหาหมอที่คลินิกแล้วพบว่า ผื่นธรรมดาๆ นั้นมันไม่ได้ธรรมดาอีกต่อไปแล้ว เพราะมันมีเจ้าเชื้อราตัวร้ายที่ชื่อว่า แคนดิดา เข้ามาแอบแฝงและซ้ำเติมอาการให้รุนแรงขึ้น
ลูกรักกำลังโดนเชื้อราแคนดิดาเล่นงานอยู่หรือเปล่า สังเกตอาการแบบนี้
เวลาที่เราพูดถึง การติดเชื้อราแคนดิดาแทรกซ้อนใน ผื่นผ้าอ้อม อาการมันจะต่างจากผื่นผ้าอ้อมทั่วไปพอสมควรเลยครับ ผื่นผ้าอ้อมธรรมดามักจะมีอาการแดงเฉพาะบริเวณที่ผิวหนังสัมผัสกับผ้าอ้อม เช่น บริเวณนูนๆ ของก้นหรืออวัยวะเพศ แต่ถ้าเริ่มมีเจ้าเชื้อราแคนดิดาเข้ามาแจมด้วย ลักษณะของผื่นจะเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
จุดสังเกตสำคัญที่หมอมักจะเจอ
- ผื่นสีแดงสดและจัดจ้านขึ้นมาก: บริเวณตรงกลางของผื่นจะแดงเข้มจนน่าตกใจ
- มีตุ่มแดงหรือตุ่มหนองกระจายอยู่รอบๆ: เราจะเรียกตุ่มเล็กๆ เหล่านี้ว่า Satellites lesions หรือตุ่มดาวบริวาร ซึ่งเป็นลายเซ็นต์ประจำตัวของเชื้อรากลุ่มนี้เลย
- ขอบเขตของผื่นชัดเจน: ต่างจากผื่นแพ้ทั่วไปที่ขอบจะค่อยๆ จางลง
- ลามไปถึงซอกพับ: เช่น ซอกขาหนีบ ก้น หรือร่องก้น ซึ่งเป็นจุดที่อับชื้นและอบอ้าวที่สุด
ทำไมเจ้าเชื้อราแคนดิดาถึงชอบแอบมาฉวยโอกาสตอนลูกเป็นผื่นผ้าอ้อม
ตามปกติแล้ว ผิวหนังของลูกเราจะมีจุลินทรีย์ตัวดีอาศัยอยู่สมดุลกัน แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่บริเวณก้นของลูกเกิดการอับชื้นจากเหงื่อ ปัสสาวะ หรืออุจจาระที่หมักหมมเป็นเวลานาน ผิวหนังบริเวณนั้นจะเริ่มเปื่อยและสูญเสียเกราะป้องกันตามธรรมชาติ
เจ้าเชื้อราแคนดิดา ซึ่งเป็นเชื้อราชนิดหนึ่งที่ชอบความอับชื้นและความอบอุ่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็จะสบโอกาสเข้ามาบุกรุกซ้ำเติมผิวหนังที่อ่อนแออยู่เดิมทันที ยิ่งถ้าปล่อยให้ลูกใส่ผ้าอ้อมผืนเดิมนานเกินไป หรือเปลี่ยนผ้าอ้อมไม่บ่อยพอ สภาพแวดล้อมก็จะยิ่งเอื้ออำนวยให้เชื้อราพวกนี้ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ผื่นที่เป็นอยู่เดิมลุกลามและรักษาให้หายยากขึ้นไปอีก
วิธีดูแลรักษาเมื่อลูกรักติดเชื้อราแคนดิดาแทรกซ้อน
เมื่อตรวจพบว่ามีเชื้อราแคนดิดาเข้ามาเกี่ยวข้อง การรักษาด้วยแค่ครีมทาผื่นผ้าอ้อมทั่วไปหรือการทาแป้งฝุ่นจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดอีกต่อไป หมอจะต้องจ่ายยาในกลุ่มยาทาฆ่าเชื้อราโดยเฉพาะ เช่น ยาในกลุ่มโคลไตรมาโซล หรือคีโตโคนาโซล มาให้คุณแม่ทาบางๆ บริเวณที่เป็นผื่น
ข้อปฏิบัติสำคัญที่คุณแม่ต้องทำควบคู่ไปกับการทายา
- ล้างทำความสะอาดและซับให้แห้งสนิท: ทุกครั้งที่เปลี่ยนผ้าอ้อม ควรใช้น้ำเปล่าล้างทำความสะอาดแทนการใช้กระดาษเปียกที่มีน้ำหอม และที่สำคัญที่สุดคือต้องซับผิวลูกให้แห้งสนิทจริงๆ ก่อนใส่ผ้าอ้อมผืนใหม่
- ปล่อยให้ผิวได้หายใจบ้าง: พยายามหาเวลาในช่วงวันให้ลูกได้นอนเปลือตก้นหรือถอดผ้าอ้อมออกบ้าง เพื่อลดความอับชื้นสะสม
- เปลี่ยนผ้าอ้อมให้บ่อยขึ้น: อย่าปล่อยให้ลูกใส่ผ้าอ้อมจนตุงหรือเปียกชื้นเป็นเวลานาน ควรเปลี่ยนทุกๆ 2 ถึง 3 ชั่วโมง หรือทันทีที่ลูกถ่ายอุจจาระ
- หลีกเลี่ยงการใช้แป้งฝุ่น: แป้งจะยิ่งไปจับตัวกับความชื้นและกลายเป็นแหล่งสะสมชั้นดีของเชื้อรา แนะนำให้งดใช้ไปก่อนจนกว่าผื่นจะหายสนิท
เมื่อไหร่ที่ควรพาเจ้าตัวเล็กกลับมาให้หมอตรวจซ้ำ
โดยทั่วไป หากคุณแม่ทายาฆ่าเชื้อราที่หมอจัดให้ร่วมกับการดูแลความสะอาดอย่างเคร่งครัด อาการผื่นแดงและตุ่มหนองควรจะเริ่มดีขึ้นภายใน 3 ถึง 5 วัน แต่ถ้าหากผ่านมาสัปดาห์หนึ่งแล้วอาการยังทรงตัว หรือลูกมีไข้ร่วมด้วย หรือผื่นเริ่มลุกลามกระจายตัวเป็นวงกว้างมากขึ้นไปที่หน้าท้องหรือหลัง คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรปล่อยไว้นะครับ ควรพาเจ้าตัวเล็กกลับมาพบแพทย์ผิวหนังเด็กเพื่อประเมินอาการและปรับแนวทางการรักษาใหม่อีกครั้ง