เวลาที่หมอเดินตรวจคนไข้ในตึกผู้ป่วย สิ่งหนึ่งที่พบเจอได้บ่อยจนน่ากังวลใจ คือภาพของคนไข้ที่ค่อยๆ ซูบผอมลง แก้มตอบลง และดูอ่อนเพลียไม่มีเรี่ยวแรง หลายครั้งญาติผู้ดูแลมักจะปรึกษาหมอด้วยความหนักใจว่า คนไข้ทานอาหารได้น้อยมาก แทบจะไม่ยอมแตะอาหารเลย จนไม่รู้จะรับมืออย่างไร
ความจริงที่น่าตกใจคือ ผู้ป่วยที่นอนรักษาตัวในโรงพยาบาลมีโอกาสเกิดภาวะขาดสารอาหารสูงมาก ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่าภาวะทุโภชนาการ การที่ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นอย่างโปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน และเกลือแร่ ไม่เพียงแต่ทำให้ร่างกายซูบผอมลงเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อการหายของแผล ระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง จนทำให้ติดเชื้อง่ายขึ้น และทำให้ระยะเวลาการรักษาตัวในโรงพยาบาลยาวนานกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้น เรื่องของ โภชนาการและการจัดการภาวะทุโภชน ในผู้ป่วย จึงไม่ใช่เรื่องรอง แต่เป็นหนึ่งในกระบวนการรักษาที่สำคัญพอๆ กับการจ่ายยารักษาโรค
ทำไมผู้ป่วยส่วนใหญ่ถึงเบื่ออาหารและขาดสารอาหารได้ง่าย?
หากสงสัยว่าทำไมคนไข้ถึงไม่ยอมกินอาหารเหมือนตอนที่ร่างกายแข็งแรงดี ต้องเข้าใจก่อนว่าเมื่อร่างกายเกิดการเจ็บป่วย จะมีการเปลี่ยนแปลงภายในระบบต่างๆ มากมาย ซึ่งสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยทานอาหารได้น้อยลง มีดังนี้
- ผลกระทบจากตัวโรคเอง: ความเจ็บปวด ความเหนื่อยล้า หรืออาการคลื่นไส้อาเจียนจากโรค ทำให้ผู้ป่วยไม่อยากอาหาร นอกจากนี้ โรคเรื้อรังบางชนิด เช่น มะเร็ง หรือโรคไต ยังกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารอักเสบ ซึ่งส่งผลให้กล้ามเนื้อสลายตัวเร็วขึ้นและเบื่ออาหารมากกว่าปกติ
- การรับรู้รสชาติและกลิ่นที่เปลี่ยนไป: ยารักษาโรคหลายชนิด รวมทั้งการรักษาอย่างการเคมีบำบัด หรือการฉายรังสี มักทำให้ผู้ป่วยรู้สึกขมในปาก ลิ้นไม่รับรสชาติ หรือเหม็นอาหาร ทำให้ไม่ยากอาหารเลยแม้จะเป็นเมนูโปรด
- ปัญหาด้านการบดเคี้ยวและการกลืน: โดยเฉพาะในผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง หรือผู้ที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดช่องปาก การกลืนอาหารที่ลำบากและเจ็บปวดทำให้หลีกเลี่ยงการทานอาหารไปโดยปริยาย
- สภาพจิตใจที่ห่อเหี่ยว: ความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้าจากการเจ็บป่วย เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความอยากอาหารลดลงอย่างเห็นได้ชัด
วิธีสังเกตง่ายๆ ว่าคนไข้ในบ้านกำลังเริ่มขาดสารอาหารแล้วหรือยัง
หลายครั้งที่ญาติอาจไม่ทันสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในช่วงแรก กว่าจะรู้ตัวอีกทีคนไข้ก็ผอมลงไปมากแล้ว หมออยากแนะนำวิธีสังเกตสัญญาณเตือนง่ายๆ ที่บ่งบอกว่าคนไข้กำลังเผชิญหน้ากับภาวะขาดสารอาหาร ดังนี้
- น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ตั้งใจ: ลองสังเกตเสื้อผ้าที่สวมใส่ หากพบว่าเสื้อผ้าดูหลวมโพรกอย่างเห็นได้ชัด หรือน้ำหนักลดลงเกินร้อยละ 5 ของน้ำหนักตัวเดิมภายในเวลา 1 เดือน นั่นคือสัญญาณอันตราย
- กล้ามเนื้อลีบแบนลง: โดยเฉพาะบริเวณขมับทั้งสองข้างที่ดูบุ๋มลงไป ต้นแขนต้นขาที่เคยเต่งตึงกลับดูนิ่มเหลวและลีบเล็กชิดกระดูก
- ผิวพรรณแห้งกร้าน แผลหายช้ากว่าปกติ: เมื่อขาดโปรตีนและวิตามิน ผิวหนังจะขาดความยืดหยุ่น หากมีแผลกดทับหรือแผลผ่าตัด แผลเหล่านั้นจะใช้เวลานานมากในการสมานตัว
- ความแข็งแรงลดลงอย่างเห็นได้ชัด: คนไข้เริ่มพยุงตัวลุกนั่งลำบาก เดินเซ หรือรู้สึกเหนื่อยง่ายแม้จะทำกิจกรรมเพียงเล็กน้อย
โภชนาการและการจัดการภาวะทุโภชน: ปรับอาหารอย่างไรให้ร่างกายฟื้นตัวเร็ว
เมื่อตรวจพบว่าผู้ป่วยมีภาวะทุโภชนาการ สิ่งสำคัญที่สุดคือการวางแผนปรับเปลี่ยนอาหารอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารและพลังงานอย่างเพียงพอ โดยมีหลักการจัดการดังนี้
ปรับเปลี่ยนมื้ออาหารให้เป็นมื้อย่อยและเข้มข้น
การบังคับให้ผู้ป่วยทานอาหารปริมาณมากๆ 3 มื้อต่อวัน มักไม่ประสบความสำเร็จและสร้างความอึดอัดใจให้ผู้ป่วย ทางออกที่ดีกว่าคือการแบ่งอาหารออกเป็น 5-6 มื้อย่อยต่อวัน โดยเน้นให้อาหารแต่ละมื้อมีความเข้มข้นของพลังงานและโปรตีนสูง เช่น การเติมไข่ขาวลงในโจ๊ก การใช้เนื้อสัตว์ที่เคี้ยวง่าย หรือการสอดแทรกอาหารว่างที่มีประโยชน์ระหว่างมื้อ
เลือกใช้โภชนบำบัดหรืออาหารสูตรครบถ้วนทางการแพทย์
ในกรณีที่อาหารมื้อหลักยังให้พลังงานไม่เพียงพอ การใช้อาหารสูตรครบถ้วนทางการแพทย์ (Medical Nutrition) เป็นตัวช่วยที่ดีมาก เนื่องจากมีการคำนวณสัดส่วนของคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุมาอย่างสมดุลตามความต้องการของร่างกาย โดยสามารถดื่มเสริมแทนน้ำหรือทดแทนอาหารบางมื้อได้ง่าย
ปรับเนื้อสัมผัสของอาหารให้เคี้ยวง่ายกลืนสะดวก
สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาการเคี้ยวและการกลืน ควรปรับอาหารให้อยู่ในรูปแบบที่กลืนง่ายเพื่อลดความเสี่ยงในการสำลัก เช่น อาหารอ่อน อาหารบดละเอียด หรือการใช้สารเพิ่มความหนืดผสมลงในเครื่องดื่ม เพื่อช่วยให้การกลืนปลอดภัยยิ่งขึ้น
เมื่อการกินปกติไม่เพียงพอ: ทางเลือกการให้อาหารทางสายและทางหลอดเลือด
ในรายที่ไม่สามารถรับประทานอาหารทางปากได้อย่างเพียงพอจริงๆ หรือระบบทางเดินอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่ แพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีการให้อาหารทางสายให้อาหาร (Enteral Nutrition) ไม่ว่าจะผ่านทางจมูกลงสู่กระเพาะอาหาร หรือการเจาะหน้าท้อง ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูง หรือในรายที่ระบบทางเดินอาหารทำงานไม่ได้เลย การให้อาหารทางหลอดเลือดดำ (Parenteral Nutrition) ก็จะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ช่วยพยุงไม่ให้ร่างกายทรุดโทรมลง
หัวใจสำคัญของการดูแลเรื่องอาหาร เพื่อส่งคนที่รักกลับบ้านอย่างแข็งแรง
การดูแลเรื่องโภชนาการในผู้ป่วยไม่ใช่เรื่องที่ทำเสร็จสิ้นในวันเดียว แต่ต้องอาศัยความเข้าใจ ความอดทน และความร่วมมือกันระหว่างทีมแพทย์ พยาบาล นักกำหนดอาหาร และที่สำคัญที่สุดคือญาติผู้ดูแลที่บ้าน การสังเกตพฤติกรรมการกินและสภาพร่างกายของคนไข้อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราสามารถแก้ปัญหาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่ร่างกายจะขาดสารอาหารรุนแรงจนยากแก่การฟื้นฟู
การให้ความสำคัญกับสารอาหารที่ถูกต้องและเหมาะสม จะช่วยเพิ่มกำลังใจ เพิ่มภูมิต้านทาน และทำให้คนไข้พร้อมที่จะต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ เพื่อกลับไปใช้ชีวิตที่มีความสุขกับครอบครัวได้อีกครั้ง