ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ในแผนกผู้ป่วยใน หมอมักจะได้รับการปรึกษาจากญาติคนไข้ด้วยความกังวลใจอยู่เสมอว่า ทำไมคนไข้ถึงดูซูบผอมลงเรื่อยๆ กินอะไรก็ทานได้เพียงไม่กี่คำแล้วก็ปฏิเสธอาหาร หลายครอบครัวมักเข้าใจผิดคิดว่าการที่คนป่วยน้ำหนักลดและเบื่ออาหารเป็นเรื่องปกติของความเจ็บป่วย เดี๋ยวพอหายดีก็คงกลับมากินได้เอง แต่ในความเป็นจริงทางการแพทย์แล้ว อาการซูบผอมและน้ำหนักตัวที่ลดลงอย่างรวดเร็วเป็นสัญญาณเตือนของภาวะวิกฤตที่เรียกว่า ภาวะทุโภชนาการ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้คนไข้ฟื้นตัวช้า แผลหายยาก และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำซ้อนอย่างคาดไม่ถึง

ทำไมแค่กินข้าวน้อยลง ถึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำร้ายร่างกายคนไข้ได้มากกว่าที่คิด

เมื่อร่างกายเกิดความเจ็บป่วย ไม่ว่าจะเป็นจากโรคเรื้อรัง การผ่าตัดใหญ่ หรือการติดเชื้อ ร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดทางชีวภาพ ส่งผลให้ความต้องการพลังงานและสารอาหารพุ่งสูงขึ้นสวนทางกับความอยากอาหารที่ลดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อคนไข้ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ร่างกายจะเริ่มสลายมวลกล้ามเนื้อและดึงโปรตีนสะสมออกมาใช้เป็นพลังงานทดแทน

กระบวนการนี้ส่งผลเสียโดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานลดลง ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคได้แย่ลง นอกจากนี้ การขาดโปรตีนยังทำให้แผลผ่าตัดหรือแผลกดทับหายช้าลงมาก และทำให้กล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจอ่อนแรงลง จนอาจต้องใส่เครื่องช่วยหายใจนานขึ้น การขาดสารอาหารจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความผอม แต่เป็นเรื่องของอัตราการรอดชีวิตและการฟื้นตัวของคนไข้โดยตรง

สาเหตุหลักที่ทำให้ร่างกายของคนไข้ขาดสารอาหารอย่างรุนแรง

การที่คนป่วยตกอยู่ในภาวะขาดสารอาหารมักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยหมอสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มสาเหตุหลักได้ดังนี้

  • ปัจจัยจากตัวโรคโดยตรง: โรคบางชนิด เช่น มะเร็ง โรคไตวายเรื้อรัง หรือโรคตับอักเสบ จะมีการหลั่งสารอักเสบออกมากดศูนย์ควบคุมความอยากอาหารในสมอง ทำให้คนไข้เบื่ออาหารอย่างรุนแรง
  • ปัญหาทางกายภาพในการกินอาหาร: คนไข้กลุ่มโรคหลอดเลือดสมองที่มีอาการกลืนลำบาก คนไข้ที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดทางเดินอาหาร หรือคนไข้ที่มีอาการปวดช่องปากอย่างรุนแรง
  • ผลข้างเคียงจากการรักษา: การได้รับเคมีบำบัด การฉายรังสี หรือผลข้างเคียงจากยาหลายชนิดที่ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และรับรู้รสชาติอาหารเปลี่ยนไป

วิธีสังเกตง่ายๆ ว่าคนไข้ในบ้านกำลังเผชิญภาวะขาดสารอาหารอยู่หรือไม่

การตรวจพบภาวะขาดสารอาหารตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้การรักษาง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ญาติสามารถสังเกตสัญญาณเตือนเบื้องต้นได้ดังนี้

  • น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ตั้งใจ: หากน้ำหนักลดลงมากกว่าร้อยละ 5 ของน้ำหนักตัวเดิมภายใน 1 เดือน หรือลดลงมากกว่าร้อยละ 10 ภายในช่วงเวลา 6 เดือน ถือเป็นสัญญาณอันตราย
  • เสื้อผ้าที่เคยใส่เริ่มหลวมโคร่ง: สังเกตเห็นกระดูกไหปลาร้าโผล่ชัดเจน ขมับบุ๋มลง แก้มตอบ และกล้ามเนื้อต้นแขนต้นขาลีบแบนลงอย่างเห็นได้ชัด
  • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง: คนไข้ไม่อยากขยับตัว ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้น้อยลง หรือมีอาการหน้ามืดบ่อยครั้ง
  • แผลหายช้ากว่าปกติ: หากมีแผลตามร่างกายแล้วพบว่าแผลแห้งช้า หรือแผลกดทับเริ่มขยายวงกว้างขึ้น

วิธีดูแลโภชนาการและการจัดการภาวะทุโภชน เพื่อกู้ร่างกายคนไข้ให้กลับมาแข็งแรง

การฟื้นฟูร่างกายของคนไข้ที่ขาดสารอาหารจำเป็นต้องทำอย่างเป็นระบบและค่อยเป็นค่อยไป โดยทางเลือกในการส่งผ่านสารอาหารเข้าสู่ร่างกายจะถูกพิจารณาตามความสามารถในการทำงานของระบบทางเดินอาหารของคนไข้เป็นหลัก

ขั้นแรก: ปรับปรุงอาหารทางปากและใช้อาหารทางการแพทย์สูตรครบถ้วน

หากคนไข้ยังพอที่จะกลืนอาหารเองได้ หมอแนะนำให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบอาหารให้เอื้อต่อการทานให้ได้มากที่สุด โดยเน้นอาหารมื้อย่อยๆ วันละ 5-6 มื้อ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณมากเกินไปในมื้อเดียวเพราะจะทำให้คนไข้รู้สึกอิ่มแน่นจนไม่อยากทานต่อ อาหารควรมีเนื้อสัมผัสที่เคี้ยวง่าย นุ่ม และมีพลังงานกับโปรตีนสูง เช่น ไข่ตุ๋น โจ๊กข้นใส่เนื้อปลาบดละเอียด

ในกรณีที่ทานอาหารมื้อหลักได้น้อย การใช้อาหารทางการแพทย์สูตรครบถ้วน (Oral Nutritional Supplements) เป็นตัวช่วยที่ดีมาก เนื่องจากมีการคำนวณสัดส่วนของคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุมาอย่างสมดุลในปริมาณที่เหมาะสมต่อการฟื้นฟูร่างกาย โดยสามารถดื่มเสริมระหว่างมื้ออาหารหลักเพื่อเพิ่มพลังงานและสารอาหารในแต่ละวัน

เมื่อการกินอาหารปกติไม่เพียงพอ: การให้อาหารทางสายยาง

ในคนไข้ที่มีปัญหาการกลืนอย่างรุนแรง เช่น คนไข้โรคหลอดเลือดสมอง หรือคนไข้ที่ไม่รู้สึกตัว แต่ระบบทางเดินอาหารยังคงทำงานย่อยและดูดซึมสารอาหารได้เป็นปกติ แพทย์จะพิจารณาการให้อาหารทางสายยาง ไม่ว่าจะเป็นสายยางที่ผ่านทางจมูกลงสู่กระเพาะอาหาร หรือการเจาะหน้าท้องเพื่อใส่สายให้อาหารโดยตรง การให้อาหารวิธีนี้จะช่วยให้คนได้รับพลังงานและสารอาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการอย่างแม่นยำและปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการสำลักอาหารเข้าสู่ปอด

การให้อาหารทางหลอดเลือดดำ: ทางเลือกสุดท้ายในกรณีที่ระบบย่อยอาหารล้มเหลว

หากระบบทางเดินอาหารของคนไข้ไม่สามารถทำงานได้เลย เช่น มีภาวะลำไส้อุดตัน ลำไส้ทะลุ หรือมีการตัดต่อลำไส้ในส่วนสำคัญ แพทย์จำเป็นต้องหันมาให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำโดยตรง ซึ่งสารอาหารจะอยู่ในรูปของสารละลายที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านการย่อย วิธีนี้ต้องการการดูแลและการติดตามอย่างใกล้ชิดจากทีมแพทย์เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและการติดเชื้อที่สายน้ำเกลือ

ข้อควรระวังสำคัญ: รีฟีดดิ้งซินโดรม ภัยเงียบจากการรีบอัดอาหารให้คนไข้เร็วเกินไป

สิ่งหนึ่งที่หมออยากเน้นย้ำกับญาติทุกคนคือ ห้ามอัดอาหารปริมาณมากๆ ให้คนไข้ที่อดอาหารมานานทานจนอิ่มในทันที เนื่องจากอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและอันตรายถึงชีวิตที่เรียกว่า รีฟีดดิ้งซินโดรม (Refeeding Syndrome)

เมื่อร่างกายขาดสารอาหารมาเป็นเวลานาน เซลล์ในร่างกายจะคุ้นชินกับการทำงานในสภาวะพลังงานต่ำ เมื่อจู่ๆ ได้รับสารอาหารโดยเฉพาะน้ำตาลกลูโคสในปริมาณมากอย่างรวดเร็ว ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอินซูลินออกมาอย่างกระทันหัน ส่งผลให้มีการดึงเกลือแร่สำคัญในกระแสเลือด เช่น โพแทสเซียม ฟอสเฟต และแมกนีเซียม เข้าสู่เซลล์อย่างรวดเร็ว ทำให้ระดับเกลือแร่ในเลือดตกฮวบลงทันที ซึ่งอาจนำไปสู่อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ น้ำท่วมปอด ชัก หรือหมดสติได้

ดังนั้น การฟื้นฟูโภชนาการในผู้ป่วยที่มีภาวะขาดสารอาหารอย่างรุนแรง จึงต้องเริ่มจากปริมาณน้อยๆ ค่อยเป็นค่อยไป และปรับเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ภายใต้การดูแลและติดตามระดับเกลือแร่ในเลือดอย่างใกล้ชิดจากแพทย์และนักกำหนดอาหาร

การดูแลเรื่องอาหารการกินในผู้ป่วยไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องอาศัยความอดทนสูงมาก แต่การจัดการโภชนาการที่เหมาะสมและถูกต้องเปรียบเสมือนยาขนานเอกที่ช่วยติดอาวุธให้ร่างกายของคนไข้พร้อมที่จะต่อสู้กับโรคร้ายและฟื้นตัวกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down