เสียงครืดคราดในอก ลมหายใจที่หอบถี่จนหน้าอกบุ๋ม และไข้ที่สูงลิ่วจนตัวแดงก่ำ เป็นภาพที่คนเป็นพ่อเป็นแม่เห็นแล้วแทบใจสลาย อาการเหล่านี้มักเริ่มต้นจากไข้หวัดธรรมดาที่ดูไม่มีอะไรน่ากังวล แต่สำหรับเด็กทารกวัยแรกเกิดจนถึงขวบปีแรก เชื้อไวรัสตัวเล็กๆ สามารถลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่างได้อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็น ภาวะปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในทารก ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและต้องการความดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ทันที
ทำไมไข้หวัดใหญ่ในทารก ถึงกลายร่างเป็นปอดอักเสบได้ง่ายและรวดเร็ว?
ร่างกายของทารกไม่ได้เหมือนกับผู้ใหญ่ย่อส่วน ระบบภูมิคุ้มกันของพวกเขายังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ประกอบกับหลอดลมและช่องทางเดินหายใจที่มีขนาดเล็กและสั้นมาก เมื่อเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เข้าสู่ร่างกายผ่านการสูดดมละอองฝอยจากการไอจาม เชื้อจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่จมูกหรือคอหอยเหมือนในผู้ใหญ่ แต่จะเดินทางลงสู่เนื้อปอดและถุงลมได้อย่างง่ายดาย
เมื่อเชื้อไวรัสเข้าไปเพิ่มจำนวนในเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจ จะกระตุ้นให้เกิดกระบวนการอักเสบอย่างรุนแรง ร่างกายจะหลั่งสารคัดหลั่ง น้ำเมือก และหนองเข้ามาขังอยู่ในถุงลมปอด ส่งผลให้พื้นที่ในการแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดลง ทารกจึงต้องทำงานหนักขึ้นในการหายใจเพื่อนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย นี่คือเหตุผลว่าทำไมเด็กเล็กที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่จึงเสี่ยงต่อการเกิดปอดอักเสบและระบบหายใจล้มเหลวได้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน
สัญญาณเตือนภัยที่ฟ้องว่า ลูกน้อยกำลังเผชิญภาวะปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่
ในระยะแรก อาการของทารกจะคล้ายกับไข้หวัดทั่วไป เช่น มีน้ำมูก ไอ และมีไข้ แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากมีอาการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ภาวะปอดอักเสบ มักจะมีสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้
- หายใจเร็วกว่าปกติ: นี่คือสัญญาณที่สำคัญที่สุด สำหรับทารกอายุน้อยกว่า 2 เดือน หากหายใจมากกว่า 60 ครั้งต่อนาที หรืออายุ 2-11 เดือน หายใจมากกว่า 50 ครั้งต่อนาที ถือว่าผิดปกติ
- หายใจลำบากจนอกบุ๋ม: เวลาหายใจเข้า ผิวหนังบริเวณซอกซี่โครง ใต้ชายโครง หรือแอ่งเหนือกระดูกหน้าอกจะบุ๋มลงไปอย่างชัดเจนเนื่องจากต้องใช้แรงในการหายใจมากกว่าปกติ
- ปีกจมูกบานขณะหายใจ: ทารกจะพยายามขยายช่องจมูกเพื่อนำอากาศเข้าปอดให้มากที่สุด
- มีเสียงครางในลำคอ: เกิดขึ้นในจังหวะหายใจออก ซึ่งเป็นกลไกที่ร่างกายพยายามรักษาแรงดันในปอดไว้ไม่ให้ถุงลมแฟบ
- ซึมลง ไม่ยอมดูดนม หรือร้องกวนตลอดเวลา: เนื่องจากร่างกายขาดออกซิเจนและเหนื่อยจากการหายใจ
- ริมฝีปากหรือปลายมือปลายเท้าเขียวคล้ำ: สัญญาณอันตรายขั้นวิกฤตที่บ่งบอกว่าร่างกายขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง
วิธีรักษาเมื่อทารกต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
เนื่องจากเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส การรักษาหลักจึงเน้นไปที่การรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายของทารกฟื้นตัวและต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้สำเร็จ โดยมีขั้นตอนสำคัญดังนี้
การช่วยหายใจและเพิ่มออกซิเจน
หากทารกมีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ แพทย์จะให้ออกซิเจนเสริมผ่านทางสายน้ำเกลือขนาดเล็กที่จมูก หรือใช้หน้ากากออกซิเจน ในรายที่มีอาการรุนแรงมากอาจจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันบวกเพื่อช่วยเปิดถุงลมที่แฟบและลดการทำงานของกล้ามเนื้อหายใจ
การให้ยาต้านไวรัส
การให้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ (เช่น ยาโอเซลทามิเวียร์) จะได้ผลดีที่สุดเมื่อได้รับภายใน 48 ชั่วโมงแรกหลังเริ่มมีอาการ ยานี้จะช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดระยะเวลาที่ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลลงได้
การประคับประคองระบบหมุนเวียนโลหิตและสารน้ำ
ทารกที่หายใจหอบเหนื่อยมักจะดูดนมได้น้อยลง และสูญเสียน้ำจากการหายใจเร็วรวมถึงไข้สูง แพทย์จึงต้องให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และช่วยรักษาความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
วิธีปกป้องลูกรักให้ห่างไกลจากภาวะปอดอักเสบ
การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ โดยเฉพาะในทารกที่ระบบร่างกายยังบอบบาง การป้องกันภาวะปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สามารถทำได้ผ่านแนวทางปฏิบัติเหล่านี้
- การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่: เด็กทารกสามารถเริ่มรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยในปีแรกต้องฉีด 2 เข็มห่างกัน 1 เดือน และหลังจากนั้นฉีดกระตุ้นปีละ 1 ครั้ง
- สร้างเกราะป้องกันรอบตัวเด็ก (Cocoon
เนื่องจากเด็กทารกที่อายุน้อยกว่า 6 เดือนยังไม่สามารถฉีดวัคซีนได้ สมาชิกทุกคนในบ้านรวมถึงผู้เลี้ยงดูจึงจำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เพื่อสร้างเกาะกำบังไม่ให้เชื้อโรคแพร่ไปสู่ทารก
- หลีกเลี่ยงการพาไปในที่แออัด: ในช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ ควรหลีกเลี่ยงการนำทารกไปในสถานที่ปิดที่มีผู้คนหนาแน่น เช่น ห้างสรรพสินค้า หรือโรงพยาบาลหากไม่มีความจำเป็น
- ล้างมือบ่อยๆ: ผู้เลี้ยงดูต้องล้างมือด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์ทุกครั้งก่อนสัมผัสตัวทารก ชงนม หรือเตรียมอาหาร
- การให้นมแม่: นมแม่เปรียบเสมือนวัคซีนหยดแรกของชีวิตที่มีภูมิคุ้มกันธรรมชาติคอยปกป้องทารกจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ
ภาวะปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและรวดเร็วเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยรักษาชีวิตของลูกน้อยไว้ได้ หากพบว่าลูกมีอาการไอ มีไข้ ร่วมกับหายใจเร็วหรือเหนื่อยหอบ อย่ารีรอที่จะพาไปพบแพทย์ในทันที