ช่วงนี้เวลาตรวจสุขภาพเด็กๆ ในคลินิก หมอมักจะเจอเด็กที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องปกติ คิดว่าเด็กจ้ำม่ำคือน่ารักและเดี๋ยวโตขึ้นก็คงจะยืดตัวสูงขึ้นไปเอง แต่ในมุมมองของหมอ นี่คือสัญญาณเตือนที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะความอ้วนในวัยเด็กไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องบุคลิกภาพหรือความมั่นใจเท่านั้น แต่มันกำลังซ่อนโรคร้ายแรงอย่างโรคตับอักเสบจากไขมันที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์เอาไว้ด้วย ซึ่งถ้าปล่อยไว้ไม่รีบแก้ไข อาจกลายเป็นตับแข็งตั้งแต่ยังเด็กได้เลย
ลูกน้ำหนักเกินแค่ไหนถึงเรียกว่าเข้าข่ายอันตราย?
เวลาเราพูดถึงความอ้วนในเด็ก เราไม่ได้ดูแค่ความรู้สึกว่าลูกดูตัวใหญ่แค่นั้น แต่เราดูจากกราฟการเจริญเติบโตหรือค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เทียบกับเกณฑ์อายุและเพศ หากลูกรักมีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานไปมากจนอยู่ในกลุ่มเริ่มอ้วนหรือโรคอ้วน นั่นแปลว่าร่างกายเริ่มสะสมไขมันส่วนเกินเอาไว้เยอะมาก ไม่ใช่แค่ใต้ผิวหนังที่เรามองเห็น แต่ไขมันพวกนี้ยังเข้าไปแทรกซึมอยู่ตามอวัยวะภายใน โดยเฉพาะที่ตับ ซึ่งเป็นห้องเครื่องสำคัญในการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย
ทำไมเด็กอ้วนถึงเสี่ยงเป็นโรคตับ?
กลไกการเกิดโรคตับในเด็กอ้วนนั้นเข้าใจไม่ยากเลยครับ เมื่อเด็กๆ กินอาหารที่มีน้ำตาลสูง แป้งขัดขาว หรือไขมันอิ่มตัวมากๆ ในปริมาณที่เกินกว่าพลังงานที่ร่างกายต้องใช้ ตับจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานส่วนเกินเหล่านั้นให้อยู่ในรูปของไขมัน แต่พอนานวันเข้าปริมาณไขมันมันล้นทะลัก ตับก็ระบายออกไม่ไหว ไขมันจึงไปจมตัวค้างอยู่ในเซลล์ตับ
พอลำตัวตับเริ่มมีไขมันมาเกาะก้อนใหญ่เข้า ก็จะเกิดภาวะอักเสบตามมา เซลล์ตับเริ่มเสียหายและตายลงทีละน้อย กลายเป็นเนื้อเยื่อพังผืดเข้ามาแทนที่ ถ้ากระบวนการนี้ยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ โดยที่น้องยังอ้วนอยู่ ตับก็จะแข็งตัวขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นโรคตับแข็งในที่สุด ทั้งที่เด็กคนนั้นไม่เคยแตะต้องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เลยแม้แต่หยดเดียว
สัญญาณเตือนภัยที่ตับกำลังส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ
ความน่ากลัวของโรคไขมันพอกตับในเด็กคือ มันไม่มีอาการเจ็บปวดอะไรเลยในช่วงแรก เด็กๆ จะยังวิ่งเล่น กินเก่ง และร่าเริงตามปกติ ทำให้คุณพ่อคุณแม่ตายใจ แต่ถ้าเริ่มมีอาการเหล่านี้ แสดงว่าตับเริ่มแย่แล้ว:
- เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย: ลูกดูไม่มีเรี่ยวแรง ไม่อยากทำกิจกรรมเหมือนเดิม
- ผิวหนังและตาเริ่มเหลือง: อาการดีซ่านที่บ่งบอกว่าตับเริ่มทำงานผิดปกติ
- เจ็บแน่นชายโครงขวา: อาจจะคลำพบตับโตได้เมื่อหมอตรวจร่างกาย
- มีรอยคล้ำที่คอหรือข้อพับ: ลักษณะผิวหนาสากและดำคล้ำ ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะดื้ออินซูลินและโรคอ้วนลงพุง
พ่อแม่จะช่วยปกป้องตับลูกรักได้อย่างไรบ้าง?
ข่าวดีก็คือ ภาวะไขมันพอกตับในระยะเริ่มต้นสามารถย้อนกลับคืนสู่สภาพปกติได้ หากเราเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะตับของเด็กมีความสามารถในการฟื้นตัวสูงมาก หมอมีคำแนะนำง่ายๆ ที่ใช้ได้ผลจริงมาฝากครับ
ตัดวงจรกินหวาน มัน เค็ม และน้ำอหวาน
งดหรือลดน้ำอัดลม ชานมไข่มุก ขนมกรุบกรอบ และอาหารฟาสต์ฟู้ดที่เป็นตัวการสร้างไขมันสะสม หันมาเน้นอาหารปรุงสุกใหม่จากธรรมชาติ ผัก ผลไม้สดที่มีกากใยสูง ซึ่งช่วยเรื่องการขับถ่ายและลดการดูดซึมไขมัน
ชวนขยับร่างกายและออกกำลังกายให้สนุก
แทนที่จะปล่อยให้น ลูกนั่งหน้าจอแท็บเล็ตหรือมือถือทั้งวัน ชวนกันออกไปวิ่งเล่น ปั่นจักรยาน หรือเล่นกีฬาที่ชอบอย่างน้อยวันละ 45 ถึง 60 นาที การขยับร่างกายจะช่วยดึงเอาไขมันสะสมออกมาใช้เป็นพลังงาน ทำให้ไขมันที่ตับค่อยๆ ลดลง
ตรวจสุขภาพและเช็กค่าตับสม่ำเสมอ
หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตว่าลูกมีน้ำหนักเกินเกณฑ์อย่างชัดเจน ควรพามาพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดดูการทำงานของตับ (Liver Function Test) หรืออัลตร้าซาวด์ช่องท้องเพื่อดูภาวะไขมันพอกตับแต่เนิ่นๆ ดีกว่าปล่อยไว้จนสายเกินแก้