เวลาปัสสาวะแล้วรู้สึกเหมือนต้องเบ่งนาน หรือไหลไม่สุด เกิดอะไรขึ้นข้างในกันแน่?
ในฐานะหมอที่ตรวจคนไข้มาเยอะ อาการเกี่ยวกับระบบปัสสาวะนี่แหละครับที่เป็นเรื่องน่าอึดอัดใจอันดับต้นๆ หลายคนมาด้วยอาการยืนรอหน้าโถส้วมนานสองนานกว่าจะเริ่มออก หรือรู้สึกว่าฉี่ไม่สุด เดี๋ยวก็ต้องเดินกลับเข้าห้องน้ำใหม่อีกรอบ อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็กและไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะมันอาจเป็นสัญญาณเตือนว่ากำลังมีภาวะการอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะเกิดขึ้น
ร่างกายของเรามีระบบขับของเสียที่ออกแบบมาอย่างชาญฉลาด ตั้งแต่ไตที่คอยกรองน้ำปัสสาวะ ท่อไตที่ลำเลียงลงสู่กระเพาะปัสสาวะ ก่อนจะขับออกทางท่อปัสสาวะ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีสิ่งกีดขวางหรือท่อแคบลงไม่ว่าจุดใดจุดหนึ่ง แรงดันจะย้อนกลับ ส่งผลให้การระบายน้ำออกทำได้ยาก เปรียบเสมือนก๊อกน้ำที่กำลังจะตัน น้ำย่อมไหลเอื่อยและสร้างปัญหาตามมา
จุดไหนบ้างในร่างกายที่มักจะเกิดปัญหาท่อตัน และสาเหตุมาจากอะไร?
การอุดกั้นนี้เกิดขึ้นได้หลายระดับ ตั้งแต่ระดับท่อไต กระเพาะปัสสาวะ ไปจนถึงท่อปัสสาวะส่วนปลาย โดยสาเหตุหลักมักจะแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้ครับ
- นิ่วในทางเดินปัสสาวะ: ตัวการคลาสสิกที่ชอบหลุดมาอุดตันท่อไตหรือท่อปัสสาวะ ทำให้ปวดท้องน้อยรุนแรงและฉี่ไม่ออกกระทันหัน
- ต่อมลูกหมากโตในผู้ชาย: เมื่ออายุมากขึ้น ต่อมลูกหมากจะเริ่มโตขึ้นและเบียดท่อปัสสาวะให้แคบลง ทำให้เวลาปัสสาวะต้องออกแรงเบ่งมากขึ้น
- การตีบแคบของท่อปัสสาวะ: อาจเกิดจากพังผืด การอักเสบเรื้อรัง หรืออุบัติเหตุในอดีต
- ก้อนเนื้อหรือเนื้องอก: ทั้งในกระเพาะปัสสาวะหรืออวัยวะข้างเคียงที่ไปกดเบียดทางเดินปัสสาวะ
สัญญาณเตือนภัยแบบไหนที่ฟ้องว่าทางเดินปัสสาวะเริ่มมีปัญหาการอุดกั้น?
ร่างกายมักจะมีเสียงกระซิบเตือนเราก่อนเสมอครับ เพียงแต่เราอาจจะเผลอมองข้ามไป หากคุณมีอาการเหล่านี้ เริ่มสังเกตตัวเองได้เลย
- ปัสสาวะไหลอ่อนลง ไม่พุ่งเหมือนเดิม หรือต้องยืนรอนานกว่าจะเริ่มฉี่ได้
- รู้สึกเหมือนปัสสาวะไม่สุด อยากเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้นโดยเฉพาะตอนกลางคืน
- ต้องออกแรงเบ่งมากจนรู้สึกเกร็งหน้าท้องเวลาปัสสาวะ
- ปัสสาวะสะดุด หยุดกลางคันแบบไม่รู้สาเหตุ
- ในรายที่เป็นมาก อาจมีอาการปวดหน่วงบริเวณท้องน้อยหรือเอวร่วมด้วย
วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษาของแพทย์เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
เวลามาพบแพทย์ เราไม่ได้แค่จ่ายยาขับปัสสาวะแก้ขัดครับ แต่เราต้องหาสาเหตุที่แท้จริง เริ่มตั้งแต่การซักประวัติ ตรวจปัสสาวะเพื่อดูการติดเชื้อหรือเลือดปังปน ตรวจเลือดดูการทำงานของไต ไปจนถึงการอัลตราซาวนด์ช่องท้องเพื่อดูขนาดของต่อมลูกหมาก สภาพกระเพาะปัสสาวะ และความผิดปกติของไต
สำหรับการรักษาจะขึ้นอยู่กับต้นตอของปัญหา เช่น ถ้านิ่วเป็นตัวการก็อาจต้องใช้คลื่นกระแทกนิ่วหรือส่องกล้องคีบนิ่วออก แต่ถ้าเกิดจากต่อมลูกหมากโต แพทย์อาจพิจารณาให้ยากลุ่มที่ช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณต่อมลูกหมากและคอกระเพาะปัสสาวะ หรือพิจารณาผ่าตัดในกรณีที่อาการรุนแรง
ดูแลตัวเองอย่างไรไม่ให้ภาวะการอุดกั้นลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่
การป้องกันและดูแลตัวเองเบื้องต้นช่วยลดความเสี่ยงและบรรเทาอาการได้ระดับหนึ่งครับ
- ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ: การดื่มน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้วช่วยเจือจางความเข้มข้นของปัสสาวะ และช่วยขับตะกอนออกก่อนที่จะกลายเป็นก้อนนิ่ว
- อย่ากลั้นปัสสาวะ: การอั้นบ่อยๆ ทำให้กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะทำงานแย่ลงและเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
- หลีกเลี่ยงอาหารเค็มจัด: ลดปริมาณโซเดียมเพื่อป้องกันการเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ
- ตรวจสุขภาพประจำปี: โดยเฉพาะผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรตรวจคัดกรองโรคต่อมลูกหมากเป็นประจำ
อาการแบบไหนที่ปล่อยไว้ไม่ได้และต้องรีบมาพบแพทย์ทันที?
มีบางสถานการณ์ที่เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ หากคุณมีอาการเหล่านี้ห้ามรอเด็ดขาด ต้องรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วน
- ปัสสาวะไม่ออกเลยแม้แต่หยดเดียว แม้จะรู้สึกปวดปัสสาวะมาก
- ปวดท้องน้อยรุนแรงร่วมกับไข้หนาวสั่น ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะขั้นรุนแรง
- มีเลือดปนในปัสสาวะปริมาณมาก หรือปัสสาวะเป็นเลือดสดๆ
- ปวดหลังจากภาวะไตบวมน้ำจากการอุดตันของท่อไต
การอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน หากคุณเริ่มรู้สึกว่าการขับถ่ายของเสียไม่ราบรื่นเหมือนเก่า อย่าอายที่จะปรึกษาแพทย์นะครับ เพราะการตรวจพบสาเหตุเร็ว ย่อมทำให้การรักษาตรงจุดและกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้เร็วขึ้นครับ