แคลเซียมเยอะเกินไปในเลือด เรื่องใหญ่กว่าที่คิด
เวลาพูดถึงแคลเซียม คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงความแข็งแรงของกระดูกและฟัน นึกถึงนม แก้วโตๆ หรืออาหารเสริมที่ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน ทำให้หลายคนเข้าใจไปว่า ยิ่งมีแคลเซียมในร่างกายมากเท่าไหร่ ยิ่งดีต่อสุขภาพเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงทางการแพทย์แล้ว ทุกอย่างในร่างกายต้องมีความพอดี
เมื่อไหร่ก็ตามที่ผลตรวจเลือดบอกว่าเรามี ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง นั่นหมายถึงสัญญาณเตือนภัยบางอย่างจากร่างกาย เพราะแคลเซียมไม่ได้มีหน้าที่แค่สร้างกระดูก แต่มันยังต้องทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ เส้นประสาท และจังหวะการเต้นของหัวใจด้วย เมื่อระดับแคลเซียมในกระแสเลือดพุ่งสูงเกินปกติ ระบบการทำงานเหล่านี้จึงเริ่มรวนและส่งผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญทั่วร่างกาย
ต้นตอของเรื่อง: ทำไมแคลเซียมถึงล้นทะลักออกมาอยู่ในเลือด?
ปกติแล้ว ร่างกายจะมีระบบจัดการแคลเซียมที่แม่นยำมาก โดยมีต่อมพาราไทรอยด์ ซึ่งเป็นต่อมเล็กๆ บริเวณลำคอทำหน้าที่เหมือนผู้จัดการคอยคุมสมดุลแคลเซียม ร่วมกับวิตามินดีและไต แต่เมื่อระบบนี้เกิดความผิดปกติ แคลเซียมที่ควรจะเก็บสะสมไว้ในกระดูก กลับละลายออกมาอยู่ในกระแสเลือดจำนวนมาก
สาเหตุหลักๆ ที่เจอได้บ่อยในทางคลินิกมีอยู่สองกลุ่มใหญ่ๆ
- โรคของต่อมพาราไทรอยด์ทำงาน over เกินเหตุ: มักเกิดจากเนื้องอกชนิดที่ไม่ใช่มะเร็งที่ต่อมพาราไทรอยด์ ทำให้ต่อมนี้ผลิตฮอร์โมนออกมาสั่งให้ร่างกายดึงแคลเซียมออกจากกระดูกมาไว้ในเลือดเรื่อยๆ
- โรคมะเร็งบางชนิด: เซลล์มะเร็งบางประเภทสามารถสร้างสารเคมีที่มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนพาราไทรอยด์ หรือเป็นมะเร็งที่กระจายไปที่กระดูก ทำให้กระดูกถูกทำลายและปล่อยแคลเซียมออกมาปริมาณมาก
นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุอื่นๆ อีก เช่น การกินวิตามินดีหรือแคลเซียมเสริมในปริมาณที่สูงเกินไปติดต่อกันนานเกินไป โรคเรื้อรังบางชนิด หรือการใช้ยาขับปัสสาวะบางกลุ่ม
สัญญาณเตือนจากร่างกาย เมื่อแคลเซียมในเลือดสูงปรี๊ด
ความน่ากลัวของภาวะนี้คือ อาการเริ่มต้นมักจะมาแบบเงียบๆ และไม่จำเพาะเจาะจง ทำให้หลายคนคิดว่าเป็นแค่อาการอ่อนเพลียจากการทำงานหนัก แต่ถ้าสังเกตดีๆ ร่างกายจะเริ่มส่งเสียงเตือนผ่านระบบต่างๆ ดังนี้
- ระบบทางเดินอาหาร: จุกเสียดแน่นท้อง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูกเรื้อรัง หรือบางคนอาจเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหารร่วมด้วย
- ระบบประสาทและสมอง: อ่อนเพลียอย่างไร้สาเหตุ ง่วงเหงาหาวนอนตลอดเวลา ไม่มีสมาธิ ความจำแย่ลง หรือในรายที่เป็นมากๆ อาจมีอาการซึมสับสน
- ระบบทางเดินปัสสาวะ: ปัสสาวะบ่อยขึ้น กระหายน้ำมากกว่าปกติ เพราะไตพยายามขับแคลเซียมส่วนเกินออกทางปัสสาวะ ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานอาจกลายเป็นนิ่วในไตและทำให้ไตทำงานเสื่อมลง
- ระบบหัวใจและหลอดเลือด: ใจสั่น ชีพจรเต้นผิดจังหวะ หรือรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงผิดปกติ ซึ่งเป็นจุดที่อันตรายมาก
วิธีเช็กความผิดปกติและการดูแลรักษาจากแพทย์
การวินิจฉัยภาวะแคลเซียมในเลือดสูงทำได้ไม่ยาก เริ่มจากการเจาะเลือดตรวจระดับแคลเซียมรวมถึงการทำงานของไตและต่อมพาราไทรอยด์ หากพบความผิดจริง แพทย์จะตรวจค้นหาหาสาเหตุที่แท้จริงต่อ เช่น การอัลตราซาวนด์คอเพื่อดูต่อมพาราไทรอยด์ หรือการตรวจเอกซเรย์เพิ่มเติม
แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงและต้นเหตุ หากอาการไม่มาก แพทย์อาจแนะนำให้ดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยให้ไตขับแคลเซียมออก แต่ถ้ามีอาการรุนแรงหรือระดับแคลเซียมสูงมากจนเป็นอันตราย จำเป็นต้องได้รับน้ำเกลือทางหลอดเลือดดำร่วมกับการใช้ยาเฉพาะทางเพื่อดึงแคลเซียมกลับเข้ากระดูก หรือยับยั้งการทำงานของต่อมพาราไทรอยด์ และในบางรายที่มีเนื้องอกที่ต่อมพาราไทรอยด์ การผ่าตัดเอาต่อมเจ้าปัญหาออกคือทางรักษาให้หายขาด
เมื่อไหร่ที่อาการแบบนี้แปลว่าต้องรีบไปโรงพยาบาลด่วน
สำหรับคนที่มีโรคประจำตัว หรือเริ่มมีอาการผิดปกติชัดเจน เช่น ง่วงซึมมาก ปัสสาวะไม่ออก ปวดท้องรุนแรงร่วมกับคลื่นไส้อาเจียนไม่หยุด หรือมีอาการใจสั่นหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม ควรรีบมาพบแพทย์ทันที เพราะหากปล่อยให้แคลเซียมสูงในระดับวิกฤต อาจส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง หมดสติ หรือไตวายเฉียบพลัน ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้