หลายคู่ที่เดินเข้ามาปรึกษาหมอที่คลินิกมักจะเริ่มต้นด้วยประโยคทำนองเดียวกันว่า พยายามปล่อยตามธรรมชาติมาหลายปีแล้วแต่ทำไมลูกยังไม่มาสักที ความกดดัน ความเครียด และความคาดหวังที่สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละเดือน ทำให้หลายคู่ตัดสินใจก้าวเข้าสู่กระบวนการรักษาทางการแพทย์ และเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์อย่างการทำเด็กหลอดแก้ว หรือ IVF/ICSI ซึ่งเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมความฝันของการมีเจ้าตัวเล็กให้เป็นจริง
แต่การเดินทางสายนี้ไม่ได้สิ้นสุดลงทันทีที่ตัวอ่อนถูกย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก ในความเป็นจริงแล้ว ช่วงเวลาหลังจากนั้นต่างหากที่เป็นจุดเริ่มต้นของอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญที่ต้องอาศัยความเข้าใจ การปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง และการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์
เมื่อความหวังยังไม่สมหวัง: ทำความเข้าใจธรรมชาติของภาวะมีบุตรยากกันก่อน
ทางการแพทย์จะนิยามว่าคู่สมรสมีภาวะมีบุตรยากก็ต่อเมื่อ มีเพศสัมพันธ์กันอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งโดยไม่ได้คุมกำเนิดเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี (หรือ 6 เดือนในกรณีที่ฝ่ายหญิงมีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป) ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ได้เป็นความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง เพราะสาเหตุเกิดขึ้นได้จากทั้งฝ่ายชาย ฝ่ายหญิง หรือบางครั้งก็อาจเกิดจากปัจจัยร่วมกันทั้งสองฝ่าย เช่น คุณภาพของอสุจิ ปัญหาการตกไข่ ท่อนำไข่ตัน หรือภาวะมดลูกไม่พร้อม
เมื่อการรักษาขั้นต้นอย่างการนับวันตกไข่หรือการฉีดเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูก (IUI) ยังไม่สำเร็จ การทำเด็กหลอดแก้วจึงเข้ามาเป็นทางเลือกที่มีอัตราความสำเร็จสูงที่สุดในปัจจุบัน
จากธรรมชาติสู่เทคโนโลยี: เส้นทางของการทำเด็กหลอดแก้ว
กระบวนการทำเด็กหลอดแก้วคือการนำไข่ที่สมบูรณ์จากฝ่ายหญิงและอสุจิที่แข็งแรงจากฝ่ายชายมาปฏิสนธิกันในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ที่ควบคุมสภาวะแวดล้อมอย่างเข้มงวด จากนั้นจะเลี้ยงตัวอ่อนจนเติบโตถึงระยะที่เหมาะสม ซึ่งมักจะเป็นระยะบลาสตโตซิสต์ (Blastocyst) ก่อนจะทำการคัดเลือกตัวอ่อนที่แข็งแรงที่สุดเพื่อย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูกเพื่อให้เกิดการฝังตัวและเติบโตเป็นทารกต่อไป
การดูแลตัวเองในช่วงเวลารอคอย: ปฏิบัติตัวอย่างไรหลังย้ายตัวอ่อน?
ช่วงเวลา 10-14 วันหลังจากย้ายตัวอ่อนกลับคืนสู่โพรงมดลูก มักจะเป็นช่วงเวลาที่คู่สมรสรู้สึกตื่นเต้นและกังวลใจมากที่สุด หมออยากเน้นย้ำเสมอว่า การปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมมีส่วนช่วยส่งเสริมให้เกิดการฝังตัวของตัวอ่อนได้เป็นอย่างดี โดยมีแนวทางปฏิบัติง่ายๆ ดังนี้
- หลีกเลี่ยงการนอนติดเตียงตลอดเวลา: หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องนอนนิ่งๆ บนเตียงห้ามขยับเขยื้อน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการนอนติดเตียงมากเกินไปจะทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวกและเพิ่มความเครียดสะสม ควรทำกิจกรรมเบาๆ ในบ้านตามปกติ หลีกเลี่ยงการยกของหนักและการออกกำลังกายหักโหม
- ใช้ยาสนับสนุนการตั้งครรภ์อย่างเคร่งครัด: แพทย์จะจ่ายฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในรูปแบบยากิน ยาเหน็บช่องคลอด หรือยาฉีด เพื่อช่วยเตรียมผนังมดลูกให้พร้อมสำหรับการฝังตัวของตัวอ่อน การใช้ยาให้ตรงเวลาและครบถ้วนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และย่อยง่าย: เน้นอาหารที่ปรุงสุกใหม่ สะอาด และมีกากใยสูง เพื่อป้องกันอาการท้องผูก เนื่องจากอาการท้องผูกและแรงเบ่งอาจส่งผลกระทบต่อมดลูกได้
หัวใจสำคัญของภาวะมีบุตรยากและการตรวจติดตามหลังการย้ายตัวอ่อน
สำหรับคู่สมรสที่กำลังเผชิญกับภาวะมีบุตรยากและการตรวจติดตามหลังจากการย้ายตัวอ่อนนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินการตั้งครรภ์และดูแลความปลอดภัยของว่าคุณแม่ โดยกระบวนการตรวจติดตามจะมีขั้นตอนที่เป็นระบบดังนี้
1. การเจาะเลือดตรวจหาระดับฮอร์โมนการตั้งครรภ์ (Beta-hCG)
โดยทั่วไปแพทย์จะนัดตรวจเลือดหลังจากย้ายตัวอ่อนประมาณ 10-14 วัน การตรวจเลือดจะมีความแม่นยำสูงกว่าการใช้ชุดตรวจปัสสาวะด้วยตัวเอง เนื่องจากสามารถวัดปริมาณฮอร์โมนได้อย่างละเอียด หากระดับฮอร์โมนอยู่ในเกณฑ์ดี แพทย์จะนัดตรวจซ้ำอีกครั้งในอีก 48 ชั่วโมงต่อมาเพื่อดูการเพิ่มขึ้นของระดับฮอร์โมน ซึ่งควรจะเพิ่มขึ้นประมาณเท่าตัวเพื่อบ่งบอกว่าการตั้งครรภ์ดำเนินไปอย่างสมบูรณ์
2. การตรวจอัลตราซาวด์ยืนยันตำแหน่งและการเต้นของหัวใจ
เมื่อระดับฮอร์โมนเพิ่มขึ้นถึงเกณฑ์ที่เหมาะสม (มักจะอยู่ในช่วงสัปดาห์ที่ 6-7 ของการตั้งครรภ์) แพทย์จะนัดมาตรวจอัลตราซาวด์ผ่านทางช่องคลอดเพื่อยืนยันว่าถุงการตั้งครรภ์อยู่ในโพรงมดลูกอย่างถูกต้อง ไม่ใช่การตั้งครรภ์นอกมดลูก พร้อมทั้งตรวจดูสัญญาณชีพแรกของลูกน้อย นั่นคือการเต้นของหัวใจตัวอ่อน
3. การปรับขนาดฮอร์โมนและการดูแลอย่างใกล้ชิด
ในช่วงสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์ รกยังทำงานได้ไม่เต็มที่ ร่างกายจึงยังต้องการฮอร์โมนพยุงครรภ์จากภายนอก แพทย์จะคอยตรวจติดตามระดับฮอร์โมนและปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของคุณแม่แต่ละคน จนกระทั่งอายุครรภ์เข้าสู่สัปดาห์ที่ 12 ซึ่งเป็นช่วงที่รกทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนได้เองอย่างสมบูรณ์
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าควรกลับมาพบหมอก่อนนัด?
แม้ว่าการดูแลตัวเองจะเป็นไปอย่างราบรื่น แต่หากมีอาการผิดปกติเหล่านี้เกิดขึ้น หมอแนะนำว่าไม่ควรรอให้ถึงวันนัด และควรรีบกลับมาพบแพทย์ทันที
- มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด: แม้ว่าอาการเลือดออกกะปริดกะปรอยเล็กน้อยอาจเกิดขึ้นได้จากการฝังตัวของตัวอ่อน แต่หากมีเลือดออกปริมาณมากหรือออกติดต่อกันหลายวัน จำเป็นต้องได้รับการตรวจเช็กอย่างละเอียด
- อาการปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง: ปวดบิด หรือปวดข้างใดข้างหนึ่งเป็นพิเศษ
- มีไข้สูง หรือหนาวสั่น: ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ
- อาการท้องอืดอย่างรุนแรง หายใจลำบาก หรือปัสสาวะออกน้อยลง: ซึ่งอาจเป็นอาการของภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป (OHSS) ที่หลงเหลือมาจากขั้นตอนการเก็บไข่
การเดินทางผ่านภาวะมีบุตรยากและการทำเด็กหลอดแก้วอาจเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความหวัง ความกังวล และความกลัว แต่ขอให้มั่นใจว่าการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและการตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัวได้อย่างปลอดภัยและราบรื่นที่สุด