ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

การติดเชื้อเอชไอวีและกลุ่มอาการภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไม่ใช่เรื่องไกลตัวและน่ากลัวอย่างที่คิด

หลายครั้งที่ผมตรวจคนไข้ในคลินิก แล้วพบความกังวลใจเกี่ยวกับผลเลือดหรือความเสี่ยงที่ได้รับมา คำถามยอดฮิตที่มักจะได้ยินบ่อยคือเชื้อนี้ติดต่อกันอย่างไร และมันจะเปลี่ยนไปเป็นระยะโรคเอดส์ได้อย่างไร ผมอยากให้เราทำความเข้าใจพื้นฐานกันใหม่ว่า การติดเชื้อเอชไอวี (HIV) กับภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง (AIDS) นั้นเป็นคนละเรื่องเดียวกันในแง่ของระยะเวลา แต่ไม่ใช่จุดจบของชีวิตหากได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

เอชไอวีต่างจากเอดส์อย่างไร

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เราต้องแยกให้ออกว่าเอชไอวีคือเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ส่วนกลุ่มอาการภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือที่เรียกสั้นๆ ว่าเอดส์ เป็นระยะที่ร่างกายได้รับผลกระทบจากเชื้อนี้มาเป็นเวลานานจนภูมิคุ้มกันลดต่ำลงจนไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคฉวยโอกาสต่างๆ ได้ หากเราได้รับเชื้อเอชไอวี แต่เข้าสู่กระบวนการรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ เราก็จะไม่ก้าวข้ามไปถึงระยะที่เป็นเอดส์อย่างแน่นอน

เชื้อตัวร้ายนี้แพร่กระจายผ่านช่องทางไหนบ้าง

การติดเชื้อเอชไอวีและกลุ่มอาการภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไม่ได้ติดต่อกันผ่านการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการกอด การจับมือ หรือการใช้ห้องน้ำร่วมกัน ช่องทางหลักที่เชื้อนี้จะเข้าสู่ร่างกายมีเพียง 3 ทางเท่านั้น คือ:

  • การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอดหรือทวารหนัก
  • การใช้เข็มฉีดยาหรืออุปกรณ์เจาะผิวหนังร่วมกับผู้ที่มีเชื้อ
  • การถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกระหว่างตั้งครรภ์ การคลอด หรือการเลี้ยงดูด้วยนมแม่

สัญญาณเตือนของร่างกายที่ควรสังเกต

ในช่วงแรกของการติดเชื้อ คนไข้หลายคนอาจไม่มีอาการใดๆ เลย หรือบางรายอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว หรือมีผื่นขึ้น ซึ่งอาการเหล่านี้มักหายได้เอง ทำให้หลายคนละเลย แต่หากเชื้ออยู่ในร่างกายเป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการรักษา ภูมิคุ้มกันจะถูกทำลายจนนำไปสู่ภาวะน้ำหนักลดผิดปกติ ติดเชื้อราในช่องปาก หรือเป็นวัณโรคได้ง่ายกว่าคนปกติ

วิทยาการสมัยใหม่กับความหวังของผู้ป่วย

ปัจจุบันเรามียาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพสูงมาก หลักการคือการกดปริมาณไวรัสในกระแสเลือดให้เหลือน้อยที่สุดจนตรวจไม่พบ หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า U=U (Undetectable = Untransmittable) ซึ่งหมายถึงการที่ตรวจไม่พบเชื้อในเลือด จะทำให้คนไข้ไม่สามารถแพร่เชื้อไปสู่คู่นอนได้เลย และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ มีอายุขัยไม่ต่างจากคนทั่วไป ดังนั้น การตรวจเลือดและเริ่มรักษาให้เร็วที่สุดจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการจัดการกับโรคนี้นั่นเอง

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down