เวลาที่เราพูดถึงเมนูพื้นบ้านยอดฮิตอย่างก้อยปลา ลาบปลาดิบ หรือปลาส้มที่หมักเพียงไม่กี่วัน หลายคนมักจะนึกถึงรสชาติที่แซ่บจัดจ้านและเป็นเอกลักษณ์ แต่ในฐานะหมอที่ตรวจคนไข้ในพื้นที่แถบนี้มานาน สิ่งที่หมอมักจะนึกถึงตามมาด้วยความกังวลเสมอก็คือ การติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ ซึ่งเป็นโรคที่อยู่คู่กับคนไทยมายาวนาน โดยเฉพาะในภาคอีสานและภาคเหนือ
ความน่ากลัวของโรคนี้ไม่ใช่แค่อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือปวดท้องธรรมดา แต่เป็นเพราะมันคือภัยเงียบที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาทำลายสุขภาพของคนไข้ทีละน้อย จนกว่าจะรู้ตัวอีกทีก็อาจสายเกินไปแล้ว วันนี้หมออยากมาชวนคุยแบบเข้าใจง่ายๆ ว่าเจ้าพยาธิตัวเล็กๆ นี้ส่งผลกระทบต่อร่างกายเราอย่างไรบ้าง
พยาธิใบไม้ตับเข้าไปอยู่ในร่างกายของเราได้อย่างไร
หลายคนเข้าใจผิดว่า การบีบมะนาว การใส่พริกเยอะๆ หรือการกินคู่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะช่วยฆ่าพยาธิได้ แต่ความจริงแล้ววิธีเหล่านี้ไม่สามารถทำลายตัวอ่อนของพยาธิได้เลย วงจรชีวิตของมันเริ่มจากไข่พยาธิที่ปนเปื้อนอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติ มีหอยและปลาน้ำจืดมีเกล็ดตระกูลปลาตะเพียนเป็นโฮสต์กึ่งกลาง เมื่อเรากินปลาดิบหรือปลาที่ปรุงไม่สุก ตัวอ่อนของพยาธิจะเข้าสู่ระบบย่อยอาหารของเรา
เมื่อผ่านกระบวนการย่อยในกระเพาะอาหาร ตัวอ่อนจะเดินทางไปยังท่อน้ำดีในตับ เจริญเติบโตเป็นพยาธิตัวเต็มวัยที่มีรูปร่างแบนคล้ายใบไม้ และเกาะติดอยู่กับผนังท่อน้ำดีคอยดูดกินอาหารและวางไข่ ซึ่งตัวอ่อนเหล่านี้สามารถมีชีวิตอยู่คู่กับเราได้ยาวนานนับสิบปีเลยทีเดียว
สังเกตสัญญาณเตือน เมื่อร่างกายอาจกำลังมีพยาธิใบไม้ตับซ่อนอยู่
ในช่วงแรกของการติดเชื้อ คนไข้ส่วนใหญ่แทบจะไม่มีอาการใดๆ แสดงออกมาเลย ทำให้หลายคนชะล่าใจและคิดว่าตัวเองปลอดภัยดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป หรือในกรณีที่มีจำนวนพยาธิสะสมอยู่ในท่อน้ำดีเป็นจำนวนมาก ร่างกายจะเริ่มส่งสัญญาณเตือนออกมา ดังนี้
- รู้สึกอึดอัดแน่นท้อง: โดยเฉพาะบริเวณใต้ชายโครงขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ มักมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ คล้ายอาการอาหารไม่ย่อย
- อ่อนเพลียและเบื่ออาหาร: ร่างกายเริ่มทำงานผิดปกติ น้ำหนักตัวอาจลดลงโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
- ตัวเหลือง ตาเหลือง: หรือที่เรียกกันว่าอาการดีซ่าน เกิดจากการที่ท่อน้ำดีอุดตันจนน้ำดีไม่สามารถไหลผ่านได้ตามปกติ
- มีไข้ต่ำๆ: ในบางรายอาจมีอาการไข้หนาวสั่นจากการอักเสบของท่อน้ำดี
ทำไมการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ ถึงนำไปสู่โรคมะเร็งท่อน้ำดีที่ร้ายแรงได้
นี่คือประเด็นสำคัญที่สุดที่หมออยากเน้นย้ำ การติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับไม่ได้จบลงแค่การปวดท้องหรือตัวเหลืองชั่วคราวเท่านั้น แต่การที่พยาธิเกาะอยู่และเคลื่อนไหวในท่อน้ำดีเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดการระคายเคืองและอักเสบเรื้อรังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เมื่อเซลล์ท่อน้ำดีต้องซ่อมแซมตัวเองจากการอักเสบต่อเนื่องยาวนานเป็นสิบๆ ปี โอกาสที่เซลล์จะเกิดการกลายพันธุ์และพัฒนาไปเป็นมะเร็งท่อน้ำดีจึงสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งมะเร็งชนิดนี้มักจะตรวจพบในระยะลุกลามแล้ว ทำให้การรักษายากลำบากและมีอัตราการรักษาหายต่ำ การป้องกันและรักษาการติดเชื้อตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ตรวจหาอย่างไร และรักษาได้ด้วยวิธีไหนบ้าง
หากใครรู้ตัวว่าเคยมีประวัติการกินปลาดิบ หรือมีอาการสงสัยตามที่หมอกล่าวไป การไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยเป็นสิ่งที่ควรทำโดยเร็วที่สุด ซึ่งเรามีวิธีตรวจหาการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับหลายวิธี
วิธีที่ 1: ตรวจอุจจาระเพื่อหาไข่พยาธิ
เป็นวิธีการมาตรฐานที่ทำได้ง่าย โดยแพทย์จะนำตัวอย่างอุจจาระไปส่องกล้องจุลทรรศน์เพื่อค้นหาไข่พยาธิใบไม้ตับ วิธีนี้มีประสิทธิภาพสูงในรายที่มีพยาธิจำนวนมาก
วิธีที่ 2: ตรวจปัสสาวะหรือตรวจเลือดหาโปรตีนเฉพาะของพยาธิ
ทุกวันนี้มีนวัตกรรมการตรวจที่ทันสมัยมากขึ้น สามารถตรวจหาชิ้นส่วนหรือโปรตีนที่พยาธิปล่อยออกมาได้แม้จะมีการติดเชื้อในปริมาณน้อย ช่วยให้ได้รับการรักษาที่รวดเร็วยิ่งขึ้น
วิธีที่ 3: ตรวจอัลตราซาวนด์เพื่อดูความผิดปกติในตับ
ช่วยประเมินสภาพของตับและท่อน้ำดีว่ามีการขยายตัว มีนิ่ว หรือมีก้อนเนื้อที่ผิดปกติซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนของมะเร็งท่อน้ำดีร่วมด้วยหรือไม่
สำหรับกระบวนการรักษานั้นไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด หากตรวจพบเร็ว แพทย์จะให้ยาถ่ายพยาธิเฉพาะทางอย่างยาพราซิควอนเทล ซึ่งกินเพียงระยะเวลาสั้นๆ ก็สามารถกำจัดพยาธิได้เกือบทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ยาถ่ายพยาธิช่วยรักษาอาการติดเชื้อในครั้งนั้นๆ ได้ แต่ไม่ได้ช่วยป้องกันการติดเชื้อใหม่ หากยังมีพฤติกรรมการกินแบบเดิม ก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีก
วิธีดูแลตัวเองและคนในครอบครัวให้ห่างไกลจากพยาธิใบไม้ตับอย่างยั่งยืน
การป้องกันคือยาวิเศษที่ดีที่สุด และสามารถเริ่มต้นง่ายๆ ได้จากห้องครัวในบ้านของเราเอง ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันดังนี้
- กินอาหารที่ปรุงสุกด้วยความร้อนเท่านั้น: หลีกเลี่ยงเมนูดิบหรือสุกๆ ดิบๆ ทุกชนิด ความร้อนจากการต้ม แกง หรือปิ้งย่างที่สุกทั่วถึงเป็นวิธีเดียวที่ทำลายตัวอ่อนพยาธิได้อย่างมั่นใจ
- แยกอุปกรณ์ทำอาหาร: ควรแยกเขียงและมีดสำหรับหั่นของดิบและของสุกออกจากกัน เพื่อป้องกันการปนเปื้อนข้ามขั้น
- ล้างมือบ่อยๆ: ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ก่อนกินอาหารและหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง
- ขับถ่ายในสุขาที่ถูกสุขลักษณะ: ไม่ถ่ายอุจจาระลงในแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อป้องกันไม่ให้ไข่พยาธิแพร่กระจายและกลับเข้าสูญวงจรชีวิตของปลาอีกครั้ง
รสชาติที่อร่อยเพียงชั่วครู่จากการกินเมนูดิบ อาจแลกมาด้วยความเสี่ยงที่ทำลายชีวิตในระยะยาว การปรับเปลี่ยนมากินอาหารปรุงสุก สะอาด นอกจากจะช่วยให้เราปลอดภัยจากการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับแล้ว ยังช่วยปกป้องคนที่เรารักให้ห่างไกลจากโรคร้ายแรงได้อย่างแท้จริง