โรคพอร์ไฟเรียคืออะไร ทำไมหมอถึงมักเรียกว่าโรคแวมไพร์ในตำนาน?
เวลาที่มีคนไข้เข้ามาปรึกษาด้วยอาการปวดท้องรุนแรงหาสาเหตุไม่เจอ ตรวจเท่าไหร่ก็ไม่พบความผิดปกติในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ แถมยังมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย หมอจะต้องนึกถึงโรคหายากกลุ่มหนึ่งขึ้นมา นั่นคือโรคพอร์ไฟเรีย แม้ชื่อนี้อาจจะฟังดูแปลกหูและไกลตัวสำหรับหลายคน แต่จริงๆ แล้วนี่คือความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อการสร้างฮีม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง
ความน่าสนใจของโรคนี้คือ ในอดีตผู้ป่วยที่มีอาการแพ้แสงแดดจัดจนผิวหนังพุพองและต้องหลบเลี่ยงแสงสว่าง มักถูกโยงเข้ากับตำนานแวมไพร์หรือมนุษย์หมาป่าในยุโรป ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วพวกเขากำลังเผชิญกับความผิดปกติทางเคมีในร่างกายที่ควบคุมได้ยากต่างหาก
กลไกเบื้องหลังอาการป่วย เมื่อร่างกายสร้างฮีมไม่ได้ตามปกติ
เพื่อให้เข้าใจง่ายที่สุด ลองนึกภาพโรงงานผลิตเม็ดเลือดแดงในร่างกายที่มีสายพานการผลิตหลายขั้นตอน โดยมีเอนไซม์ทำหน้าที่เป็นคนงานคอยเปลี่ยนสารตั้งต้นให้กลายเป็นฮีม แต่สำหรับคนที่เป็นโรคพอร์ไฟเรีย เอนไซม์ตัวใดตัวหนึ่งในกระบวนการนี้ทำงานบกพร่อง เนื่องจากยีนมีความผิดปกติที่ได้รับถ่ายทอดมา
ผลลัพธ์คือ สารตั้งต้นที่เรียกว่าพอร์ฟายริน (Porphyrins) หรือสารเคมีตั้งต้นอื่นๆ จะสะสมล้นทะลักอยู่ในร่างกาย เปรียบเสมือนขยะในโรงงานที่ระบายออกไม่ทัน เมื่อสารเหล่านี้สะสมมากๆ จะไปรบกวนระบบประสาทและผิวหนัง จนแสดงอาการป่วยออกมาในรูปแบบที่เราคาดไม่ถึง
ประเภทของโรคพอร์ไฟเรียที่หมออยากให้รู้จัก
ในทางการแพทย์ เรามักจะแบ่งโรคนี้ออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ตามจุดที่สารเคมีสะสมและอวัยวะที่แสดงอาการ เพื่อให้วินิจฉัยและรักษาได้ตรงจุด
กลุ่มที่เล่นงานระบบประสาทเฉียบพลัน
กลุ่มนี้มักจะมาด้วยอาการปวดท้องน้อยหรือปวดท้องรุนแรงแบบเฉียบพลัน ร่วมกับอาการทางระบบประสาท เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง ชาตามปลายมือปลายเท้า สับสน หรือมีความดันโลหิตสูงผิดปกติ อาการเหล่านี้มักถูกกระตุ้นได้ง่ายจากยาบางชนิด ความเครียด ฮอร์โมนในร่างกาย หรือการอดอาหาร
กลุ่มที่ทำให้ผิวหนังแพ้แสงแดด
สำหรับกลุ่มนี้ ผู้ป่วยจะมีสารพอร์ฟายรินไปสะสมอยู่ใต้ผิวหนัง เมื่อผิวหนོ་โดนแสงแดดเพียงเล็กน้อย จะเกิดอาการแสบร้อน ผื่นแดง บวมพุพอง และเกิดแผลเป็นได้ง่าย ทำให้ใช้ชีวิตกลางแจ้งเหมือนคนทั่วไปได้ยากลำบาก
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าอาจเข้าข่ายโรคพอร์ไฟเรีย
เนื่องจากอาการของโรคพอร์ไฟเรียมีความหลากหลายและคล้ายคลึงกับโรคอื่นค่อนข้างมาก การสังเกตความผิดปกติของร่างกายจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยอาการเด่นๆ ที่หมอมักพบได้แก่
- อาการปวดท้องรุนแรงเรื้อรังที่แพทย์ทางเดินอาหารตรวจไม่พบรอยโรคชัดเจน
- ปัสสาวะเปลี่ยนสี โดยอาจมีสีเข้มขึ้นจนคล้ายสีชาหรือสีพอร์ตไวน์ เมื่อตั้งทิ้งไว้โดนแสงแดด
- ผิวหนังไวต่อแสงแดดมาก เกิดแผลพุพองได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง ชา หรือมีปัญหาด้านอารมณ์และจิต
หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการเหล่านี้ซ้ำๆ และหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้ การมาพบแพทย์เพื่อตรวจเลือด ปัสสาวะ หรือตรวจทางพันธุกรรมเพิ่มเติมถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องที่สุด
วิธีดูแลรักษาและการใช้ชีวิตร่วมกับโรคนี้
แม้โรคพอร์ไฟเรียจะเป็นโรคเรื้อรังทางพันธุกรรมที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในปัจจุบัน แต่ข่าวดีคือผู้ป่วยสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้หากเข้าใจโรคและหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น
การรักษาหลักๆ จะมุ่งเน้นไปที่การประคับประคองตามอาการ การให้สารอาหารหรือกลูโคสทางหลอดเลือดดำในรายที่มีอาการกำเริบเฉียบพลัน รวมถึงการใช้ยาเฉพาะทางเพื่อช่วยลดการสร้างสารตั้งต้นที่เกินความจำเป็น นอกจากนี้ แพทย์จะให้คำแนะนำอย่างเคร่งครัดเรื่องการหลีกเลี่ยงยาบางกลุ่ม แอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ และการอดอาหารเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นตัวการกระตุ้นให้อาการกำเริบ
การรู้จักร่างกายตนเอง หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น และการติดตามการรักษากับแพทย์เฉพาะทางอย่างสม่ำเสมอ คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยโรคพอร์ไฟเรียใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข