ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

หมอเชื่อว่าหนึ่งในความทุกข์ใจที่สุดของคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกวัยเตาะแตะ คือการที่ลูกรักป่วยแทบจะวันเว้นวัน เพิ่งหายไข้ไปได้ไม่กี่วันก็เริ่มมีน้ำมูกไหล ไอ และตัวร้อนขึ้นมาอีกรอบ จนบางครั้งเริ่มรู้สึกกังวลว่าลูกของเรามีความผิดปกติอะไรในร่างกายหรือเปล่า ทำไมถึงอ่อนแอขนาดนี้ บางบ้านถึงขั้นเครียดจนคิดว่าเป็นเพราะเราดูแลลูกไม่ดีพอหรือเปล่า

ในความเป็นจริงแล้ว อาการป่วยบ่อยในเด็กวัยนี้เป็นเรื่องที่พบได้เป็นปกติ และส่วนใหญ่มีคำอธิบายทางการแพทย์ที่เข้าใจได้ง่าย หมออยากชวนมาทำความเข้าใจธรรมชาติของร่างกายลูกน้อยไปพร้อมกัน เพื่อจะได้รู้วิธีรับมืออย่างถูกต้องและลดความกังวลใจลง

ทำไมเด็กวัยเตาะแตะถึงเป็นหวัดได้บ่อยจนเหมือนไม่เคยหายดี

ในทางการแพทย์ การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบน เป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กวัย 1-3 ปี ซึ่งมักจะมีการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนเฉลี่ยปีละ 6-8 ครั้ง และในกลุ่มเด็กที่เพิ่งเริ่มไปเนอสเซอรี่หรือโรงเรียนอนุบาล ตัวเลขนี้อาจพุ่งสูงขึ้นได้ถึงปีละ 10-12 ครั้งเลยทีเดียว

สาเหตุหลักที่ทำให้ลูกวัยนี้ป่วยบ่อยมีอยู่ 3 ปัจจัยสำคัญ:

  • ระบบภูมิคุ้มกันยังเป็นมือใหม่: ร่างกายของเด็กวัยเตาะแตะยังไม่มีประสบการณ์ในการเจอกับเชื้อโรคมาก่อน เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ใหญ่ที่เคยผ่านการติดเชื้อมาสารพัดชนิด ร่างกายของลูกจึงต้องค่อยๆ สร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาใหม่ทุกครั้งที่ได้รับเชื้อไวรัสชนิดใหม่ๆ
  • การเข้าสังคมครั้งแรก: เมื่อลูกเริ่มไปเนอสเซอรี่ ไปสนามเด็กเล่น หรือเนสเซอรี่ในร่ม การอยู่ร่วมกันในพื้นที่ปิดกับเด็กคนอื่นๆ ทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ง่ายมาก ผ่านการไอ จาม หรือการสัมผัสของเล่นร่วมกัน
  • พฤติกรรมตามวัย: เด็กวัยนี้ชอบสำรวจโลกด้วยการหยิบจับสิ่งของทุกอย่างรอบตัว และมักจะเอาของเล่นหรือนิ้วมือเข้าปาก ซึ่งเป็นช่องทางหลักที่ทำให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายโดยตรง

อาการแบบไหนที่เป็นแค่หวัดธรรมดา และตอนไหนที่เริ่มไม่น่าไว้วางใจ

โดยทั่วไปแล้ว การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนในเด็กเล็กมักเกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งอาการมักจะไม่รุนแรงและหายได้เองภายใน 7-10 วัน อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ มีไข้ต่ำๆ น้ำมูกใส ไอ คัดจมูก และเบื่ออาหารเล็กน้อย แต่ในระหว่างที่ป่วย ลูกยังคงเล่นได้ตามปกติ ไม่งอแงจนเกินไป และกินนมหรือน้ำได้ดี

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยสังเกตคือ ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นตามมา เนื่องจากโครงสร้างทางกายวิภาคของเด็กเล็ก เช่น ท่อยูสเตเชียนในหูมีขนาดสั้นและอยู่ในแนวราบมากกว่าผู้ใหญ่ ทำให้เชื้อโรคจากจมูกและคอผ่านเข้าไปในหูชั้นกลางได้ง่าย นำไปสู่อาการหูอักเสบ หรือในบางรายอาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนจนกลายเป็นไซนัสอักเสบหรือปอดอักเสบได้

สัญญาณเตือนสีแดงที่บอกว่าพาลูกไปหาหมอได้แล้ว

แม้ว่าการเป็นหวัดบ่อยจะเป็นเรื่องปกติ แต่หากมีอาการดังต่อไปนี้ คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรรอช้า และควรรีบพาลูกมาพบแพทย์โดยเร็ว:

  • มีไข้สูงลอยติดต่อกันเกิน 3 วัน หรือไข้ไม่ลดลงเลยหลังจากกินยาลดไข้
  • หายใจเร็ว หายใจหอบเหนื่อย จนสังเกตเห็นซี่โครงบุ๋ม หรือปีกจมูกบานขณะหายใจ
  • ลูกดูซึมลงอย่างเห็นได้ชัด เล่นน้อยลง นอนซม หรือไม่ยอมกินน้ำและนมจนปัสสาวะออกน้อย
  • มีอาการเจ็บหู งอแงเอามือดึงหูตัวเองบ่อยๆ หรือมีหนองไหลออกจากหู
  • ไอระเบิด ไอถี่จนอาเจียน หรือไอมีเสียงหวีด

วิธีช่วยลูกน้อยให้ห่างไกลจากหวัดเรื้อรัง และการดูแลอย่างถูกวิธีเมื่อเริ่มมีอาการ

การป้องกันและการดูแลอย่างถูกวิธีเมื่อลูกเริ่มมีอาการป่วย จะช่วยลดความรุนแรงของโรคและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ดีที่สุด:

1. ฝึกสุขอนามัยที่ดีตั้งแต่เนิ่นๆ

สอนให้ลูกล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด โดยเฉพาะก่อนกินอาหารและหลังกลับมาจากนอกบ้าน สำหรับคุณพ่อคุณแม่และพี่เลี้ยงก็ต้องล้างมือทุกครั้งก่อนสัมผัสตัวลูกหรือเตรียมอาหาร และควรทำความสะอาดของเล่นที่ลูกชอบอมบ่อยๆ ด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่ปลอดภัย

2. เสริมสร้างภูมิต้านทานธรรมชาติ

สนับสนุนให้ลูกได้กินอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ และนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ เพราะการนอนหลับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ร่างกายจะหลั่งสารภูมิคุ้มกันออกมาต่อสู้กับเชื้อโรค นอกจากนี้ การพาลูกไปรับวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนทางเลือก เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี และวัคซีนป้องกันเชื้อนิวโมค็อกคัส (IPD) ก็ช่วยลดความรุนแรงของโรคได้อย่างมาก

3. จัดการสิ่งแวดล้อมในบ้านให้สะอาด

หลีกเลี่ยงการพาลูกไปยังสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาดของโรคทางเดินหายใจ และที่สำคัญที่สุดคือ หลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกได้รับควันบุหรี่ ควันธูป หรือฝุ่นละออง PM 2.5 เนื่องจากสิ่งเหล่านี้จะเข้าไปทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจ ทำให้เชื้อโรคเกาะติดและเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น

4. ดูแลตามอาการอย่างถูกวิธีเมื่อลูกเริ่มป่วย

หากลูกเริ่มมีน้ำมูกและคัดจมูก การหยอดน้ำเกลือและใช้ลูกยางแดงหรืออุปกรณ์ดูดน้ำมูกอย่างเบามือ จะช่วยให้ลูกหายใจโล่งขึ้นและหลับสบายขึ้น หากมีไข้ต่ำๆ ให้เน้นการเช็ดตัวด้วยน้ำอุณหภูมิห้อง และใช้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามปริมาณที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ โดยคำนวณตามน้ำหนักตัวของลูกอย่างเคร่งครัด

หมออยากให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจว่า อาการป่วยบ่อยในวัยนี้คือส่วนหนึ่งของกระบวนการเติบโตและการฝึกฝนระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เมื่อลูกโตขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายแข็งแรงขึ้น มีภูมิต้านทานมากขึ้น อัตราการเจ็บป่วยก็จะค่อยๆ ลดลงไปเอง ขอเพียงเราดูแลเขาด้วยความเข้าใจ สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และรักษาอย่างถูกวิธี เท่านี้ก็ช่วยให้เจ้าตัวเล็กผ่านพ้นช่วงวัยเตาะแตะไปได้อย่างปลอดภัยและแข็งแรง

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down