หลายคนที่เดินเข้ามาปรึกษาที่ห้องตรวจแล้วหมอแนะนำให้ลองตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องดูหน่อย มักจะแอบมีความกังวลในใจว่ามันคืออะไร เจ็บไหม หรือทำไมแค่อาการแน่นท้อง ท้องอืด หรือผลเลือดค่าตับขึ้นสูงนิดหน่อย ถึงต้องตรวจลึกถึงขนาดนี้
ความจริงแล้ว ตับเป็นอวัยวะที่อดทนมากครับ ต่อให้เริ่มมีความผิดปกติ เช่น ไขมันพอกตับ ตับอักเสบ หรือตับแข็งในระยะเริ่มต้น ตับก็แทบจะไม่เคยส่งเสียงร้องโอดครวญออกมาเลย เพราะไม่มีเส้นประสาทรับความเจ็บปวดอยู่ในเนื้อตับโดยตรง คนไข้ส่วนใหญ่จึงมารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่โรคเดินทางไปไกลมากแล้ว การใช้เทคโนโลยีการอัลตราซาวด์ช่องท้องเพื่อวินิจฉัยโรคตับจึงเปรียบเสมือนการส่องกระจกดูสุขภาพภายในที่เรามองไม่เห็น ช่วยให้หมอและคนไข้เห็นภาพรวมของตับได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่าตัด
ตรวจตับด้วยเสียงความถี่สูง: ทำไมวิธีนี้ถึงปลอดภัยและไม่ต้องเจ็บตัว?
หลายคนกลัวการตรวจเพราะคิดว่าต้องเจาะหรือสอดกล้องอะไรน่ากลัวหรือเปล่า ต้องบอกเลยว่าสบายใจได้ครับ เครื่องอัลตราซาวด์ทำงานโดยการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงที่หูมนุษย์ไม่ได้ยิน ยิงผ่านผิวหนังบริเวณหน้าท้องเข้าไป แล้วสะท้อนกลับมาสร้างเป็นภาพบนจอคอมพิวเตอร์แบบเรียลไทม์
ไม่มีการใช้รังสีเอกซเรย์ที่เป็นอันตราย ไม่เจ็บตัวเลย นอนราบเฉยๆ ให้เจ้าหน้าที่ทาน้ำเจลเย็นๆ แล้วเอาหัวตรวจกลิ้งไปมาบนหน้าท้องประมาณสิบถึงสิบห้าส นาที ก็เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ เราจะได้เห็นทั้งขนาดของตับ รูปร่าง สีสันของเนื้อตับว่ามีความเนียนหรือมีไขมันแทรกอยู่มากน้อยแค่ไหน รวมถึงเส้นเลือดใหญ่รอบๆ ตับด้วย
เช็กสัญญาณเตือนจากร่างกาย: แบบไหนนะที่หมอจะแนะนำให้มาอัลตราซาวด์ตับ?
หมอไม่ได้ส่งตรวจทุกคนที่เดินเข้าประตูคลินิกหรอกครับ แต่จะมีกลุ่มอาการหรือผลตรวจบางอย่างที่เป็นธงแดงเตือนภัยว่าเราควรดูเนื้อตับข้างในกันหน่อยแล้ว
- ผลตรวจเลือดค่าตับสูงผิดปกติ: ตรวจสุขภาพประจำปีแล้วเจอเอนไซม์ตับ AST หรือ ALT สูงกว่าเกณฑ์
- มีภาวะไขมันพอกตับหรือน้ำหนักเกิน: คนที่มีภาวะลงพุง ไขมันในเลือดสูง หรือเป็นเบาหวาน มีความเสี่ยงสูงที่ไขมันจะไปสะสมในตับจนเกิดการอักเสบเรื้อรัง
- ชอบดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ: ไม่ว่าจะเป็นสายปาร์ตี้ทุกสัปดาห์หรือดื่มสังสรรค์ต่อเนื่องมาหลายปี ตับคือด่านแรกที่ต้องรับศึกหนัก
- มีอาการจุกแน่นชายโครงขวา: ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรื้อรัง หาสาเหตุไม่เจอ หรือคลำแล้วรู้สึกเหมือนตับโตขึ้น
- ตัวเหลืองตาเหลือง หรือคลื่นไส้อาเจียนโดยไม่ทราบสาเหตุ: อาการเหล่านี้ฟ้องว่าตับเริ่มทำงานผิดปกติแล้ว
เตรียมตัวอย่างไรให้พร้อมก่อนนอนเตียงตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้อง?
เพื่อให้ภาพที่ออกมาคมชัดและแพทย์อ่านผลได้อย่างแม่นยำ การเตรียมตัวก่อนมาตรวจจึงสำคัญมากครับ โดยเฉพาะเรื่องลมและอาหารในท้อง
หมอจะมักแนะนำให้งดอาหารและน้ำอย่างน้อย 6 ถึง 8 ชั่วโมงก่อนเวลานัด ส่วนใหญ่จึงนิยมมาตรวจช่วงเช้า เพราะอะไรถึงต้องงดอาหาร? เพราะถ้าเรากินข้าวหรือดื่มน้ำเข้าไป กระเพาะอาหารและลำไส้จะพองตัว มีแก๊สและอาหารอยู่ข้างใน ซึ่งเจ้าแก๊สเหล่านี้จะบังคลื่นเสียง ทำให้ภาพตับที่ควรจะเห็นชัดเจนกลายเป็นภาพเบลอ หมออาจจะมองไม่เห็นก้อนเนื้อหรือความผิดปกติขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ได้ครับ
อ่านผลตรวจตับ: หมอเห็นอะไรบ้างจากจอภาพขาวดำ?
พอภาพปรากฏขึ้นบนจอ หมอจะไล่ดูรายละเอียดทีละจุด เริ่มตั้งแต่ขนาดของตับว่าโตเกินปกติไหม ผิวตับเรียบหรือขรุขระ ถ้าผิวขรุขระเป็นคลื่นๆ นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะตับแข็ง
ต่อมาคือความสว่างของเนื้อตับ ปกติเนื้อตับควรจะมีความหนาแน่นระดับหนึ่ง แต่ถ้าในจอภาพเราเห็นเนื้อตับขาวสว่างกว่าไตหรืออวัยวะข้างเคียงอย่างชัดเจน หมอจะวินิจฉัยได้ทันทีว่านี่คือภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งถ้าเจอในระยะแรกๆ ยังสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดน้ำหนักและงดของมันเพื่อกู้ตับให้กลับมาปกติได้
นอกจากนี้ยังช่วยคัดกรองก้อนเนื้อแปลกปลอม เช่น ถุงน้ำ เนื้องอก หรือก้อนมะเร็งตับในระยะเริ่มต้นได้อีกด้วย แม้ว่าอัลตราซาวด์อาจจะบอกไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเป็นเนื้อร้ายชนิดไหน แต่ถ้าเห็นความผิดปกติ หมอจะได้ส่งตัวไปตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือMRIเพิ่มเติมได้อย่างทันท่วงที
ตับส่งสัญญาณเตือนช้า: การตรวจเช็กสม่ำเสมอจึงเป็นทางรอดที่ดีที่สุด
โรคตับเป็นภัยเงียบที่น่ากลัวเพราะมันไม่แสดงอาการเจ็บปวดจนกว่าจะเข้าสู่ระยะท้ายๆ การตรวจสุขภาพประจำปีและการทำอัลตราซาวด์ช่องท้องจึงเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ช่วยให้เรามองเห็นปัญหาตั้งแต่ตอนที่มันยังเป็นแค่เรื่องเล็กๆ การดูแลตับตั้งแต่วันนี้ด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และตรวจเช็กความผิดปกติอย่างสม่ำเสมอ คือของขวัญที่ดีที่สุดที่เราจะมอบให้ร่างกายตัวเองครับ