ช่วงนี้หลายคนอาจจะเริ่มได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับโรคตับอักเสบกันบ่อยขึ้น โดยเฉพาะโรคที่มากับอาหารการกินอย่าง ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ ซึ่งมักจะสร้างความตกอกตกใจให้กับคนไข้พอสมควรเวลาที่ตรวจพบ เพราะพอนึกถึงโรคตับ คนส่วนใหญ่ก็มักจะโยงไปถึงเรื่องการดื่มเหล้าหรือตับแข็งทันที
ในฐานะหมอที่ตรวจคนไข้มานาน อยากจะเล่าให้ฟังตรงนี้เลยว่า ไวรัสตับอักเสบชนิดเอนั้นหนังคนละม้วนกับตับอักเสบจากแอลกอฮอล์เลยครับ มันไม่ใช่โรคเรื้อรังที่เกิดจากการสะสมพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง แต่เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันที่ติดต่อกันผ่านปาก ผ่านอาหาร หรือน้ำดื่มที่เรากินเข้าไปในชีวิตประจำวันนี่เอง
ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดเอได้อย่างไร ทำไมจู่ๆ ถึงป่วย?
เวลาที่พูดถึงการติดเชื้อ หลายคนมักจะนึกถึงการไอใส่กันหรือการสัมผัสใกล้ชิด แต่สำหรับ ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ เส้นทางการเดินทางของมันค่อนข้างเฉพาะตัวมากๆ เจ้าไวรัสตัวนี้ชอบแอบแฝงมากับสิ่งปฏิกูลที่มีเชื้อปนเปื้อน แล้วเล็ดลอดเข้ามาสู่ปากของเราผ่านทาง:
- การกินอาหารสๆ ดิบๆ หรืออาหารที่ปรุงไม่สะอาด แล้วมีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่
- น้ำดื่ม น้ำแข็ง ที่ไม่ได้มาตรฐานความสะอาด
- การใช้มือหยิบจับอาหารเข้าปากโดยที่ยังไม่ได้ล้างให้สะอาด หลังจากเข้าห้องน้ำหรือสัมผัสสิ่งสกปรก
- การอยู่ร่วมบ้านกับผู้ป่วยที่มีเชื้อ โดยเผลอใช้วัสดุอุปกรณ์กินอาหารร่วมกัน
พูดง่ายๆ ก็คือ กินเข้าไปเต็มๆ ครับ เชื้อจะเดินทางผ่านกระเพาะอาหารลงไปสู่ลำไส้ แล้วตรงดิ่งไปเล่นงานตับของเราโดยเฉพาะ ทำให้ตับเกิดภาวะอักเสบขึ้นมาอย่างกะทันหัน
อาการแบบไหนที่ฟ้องว่าตับกำลังอักเสบจากไวรัสตัวนี้?
ความน่าสนใจของ ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ คือ อาการมันจะไม่แสดงทันทีหลังกินของไม่สะอาดเข้าไป แต่จะมีระยะฟักตัวประมาณสองถึงหกสัปดาห์ กว่าจะรู้ตัวอีกทีเชื้อก็เข้าไปตั้งรกรากในร่างกายเรียบร้อยแล้ว
อาการเริ่มต้นมักจะมาไม้เดียวกับไข้หวัดใหญ่หรืออาหารเป็นพิษ จนทำให้หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าแค่อ่อนเพลียธรรมดา โดยจะมีสัญญาณเตือนเหล่านี้:
- รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ไม่มีแรง แม้จะนอนหลับพักผ่อนเพียงพอ
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน เห็นหน้าอาหารแล้วพะอืดพะอม
- มีอาการไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว
- ปวดท้องตื้อๆ บริเวณชายโครงด้านขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ
แต่จุดสังเกตสำคัญที่จะทำให้หมอและคนไข้รู้ตัวแน่ชัดว่าไม่ใช่ไข้หวัดธรรมดา ก็คือ อาการตัวเหลือง ตาเหลือง หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่าดีซ่าน ร่วมกับมีปัสสาวะสีเข้มจัดเหมือนชาเขียวหรือน้ำโค้ก และอุจจาระมีสีซีดลง นั่นแปลว่าตับเริ่มทำงานผิดปกติในการขับสารบิลรูบินแล้วครับ
เป็นแล้วอันตรายแค่ไหน ต้องรักษานานไหม?
พอได้ยินคำว่าตับอักเสบ คนไข้หลายคนหน้าถอดสีกลัวว่าจะกลายเป็นโรคเรื้อรังหรือตับวาย แต่สำหรับ ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ มีข่าวดีคือ โรคนี้ส่วนใหญ่หายขาดได้เองครับร่างกายของเรามีความมหัศจรรย์มาก ระบบภูมิคุ้มกันจะค่อยๆ กำจัดเชื้อไวรัสนี้ออกไปได้จนหมด
ในผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ อาการอาจจะดูรุนแรงและใช้เวลาพักฟื้นนานหน่อย ประมาณสองถึงสี่สัปดาห์ หรือบางรายอาจลากยาวไปถึงสองเดือนถึงจะหายเป็นปกติ แต่ข้อดีคือ เมื่อหายแล้ว ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต จะไม่มีวันกลับมาติดเชื้อซ้ำอีกเลย และที่สำคัญที่สุดคือ ไวรัสชนิดนี้ไม่ทำให้เกิดโรคตับอักเสบเรื้อรัง หรือกลายเป็นตับแข็งเหมือนไวรัสตับอักเสบชนิดบีหรือซี
ดูแลตัวเองอย่างไรให้หายไวและไม่แพร่เชื้อให้คนอื่น?
เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีat-specific antiviral drug หรือยาฆ่าเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดเอโดยตรง การรักษาจึงเป็นการประคับประคองตามอาการเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีที่สุดครับ
- พักผ่อนให้เต็มที่: งดการออกกำลังกายหนักๆ หรือทำงานหักโหม ให้ตับได้ซ่อมแซมตัวเอง
- งดแอลกอฮอล์เด็ดขาด: ช่วงที่ตับกำลังอักเสบ เปรียบเสมือนตับกำลังบาดเจ็บ ห้ามซ้ำเติมด้วยการดื่มแอลกอฮอล์หรือกินยาที่ไม่จำเป็นโดยเด็ดขาด เพราะตับจะต้องทำงานหนักขึ้นในการขับสารเหล่านี้
- เลือกกินอาหารย่อยง่าย: เน้นอาหารอ่อนๆ สุก สะอาด และแบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อเล็กๆ เพื่อลดอาการคลื่นไส้
- ระวังเรื่องการแพร่เชื้อ: ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำ และแยกสำรับอาหารช้อนส้อมในช่วงที่กำลังป่วย เพื่อป้องกันไม่ให้คนในครอบครัวติดเชื้อตามไปด้วย
วัคซีนป้องกันทางเลือกที่ดีที่สุดในการตัดวงจรโรค
สำหรับใครที่ไม่อยากมานั่งลุ้นว่าจะแจ็กพอตท้องเสียหรือตับอักเสบจากการกินอาหารนอกบ้านไหม ปัจจุบันเรามี วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบชนิดเอ ที่มีประสิทธิภาพสูงมากๆ ครับ ฉีดเพียงสองเข็มเว้นระยะห่างกันประมาณหกถึงสิบสองเดือน ก็สามารถสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายได้ยาวนานหลายสิบปี
วัคซีนนี้แนะนำเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ผู้ที่ชอบกินอาหารนอกบ้านเป็นประจำ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับตับอยู่แล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงหากติดเชื้อขึ้นมา
สุดท้ายนี้สุขอนามัยพื้นฐานอย่างการกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ยังคงเป็นคาถาป้องกันโรคที่ใช้ได้ผลเสมอในทุกยุคทุกสมัยครับ ใส่ใจเรื่องความสะอาดของอาหารสักนิด ก็ช่วยให้เราห่างไกลจากไวรัสตับอักเสบตัวนี้ไปได้เยอะแล้วครับ