ช่วงนี้เวลาคุยกับคนรอบข้างแล้วต้องให้เขาพูดซ้ำบ่อยๆ หรือเปิดทีวีเสียงดังขึ้นกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่าครับ เวลาที่หมอตรวจคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องการได้ยิน ส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่ได้เกิดขึ้นปุบปับ แต่มันค่อยๆ เสื่อมลงทีละนิดจนเราปรับตัวไปโดยปริยาย กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เริ่มมีปัญหารบกวนชีวิตประจำวันเสียแล้ว
การปล่อยให้ปัญหาการได้ยินเรื้อรัง ไม่เพียงแต่ทำให้การสื่อสารลำบาก แต่มันยังส่งผลต่อสุขภาพจิต ความมั่นใจ และในผู้สูงอายุยังเพิ่มความเสี่ยงเรื่องภาวะสมองเสื่อมได้อีกด้วย นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม การคัดกรองความผิดปกติของการได้ยิน ถึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว และควรทำความเข้าใจตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม
เช็กความเงียบรอบตัว: เสียงแบบไหนที่แปลว่าหูเริ่มมีปัญหา
หลายคนคิดว่าการสูญเสียการได้ยินจะต้องไม่ได้ยินอะไรเลย แต่ในความเป็นจริง ความผิดปกติมักเริ่มต้นจากย่านความถี่เสียงบางช่วง เช่น เสียงพูดของผู้หญิงหรือเด็กที่มีความแหลมสูง หรือการฟังบทสนทนามีปัญหาเวลาอยู่ในสถานที่ที่มีเสียงรบกวนรอบข้าง เช่น ร้านอาหารหรือท้องถนน
อาการเตือนภัยที่หมออยากให้สังเกตตัวเองคือ ฟังคนอื่นพูดไม่ชัด ต้องคอยถามว่าอะไรนะ อยู่บ่อยๆ มีเสียงวิ้งๆ หรือเสียงหึ่งๆ ในหูตลอดเวลา หรือรู้สึกว่าเสียงรอบตัวอื้ออึงเหมือนมีน้ำอยู่ในหู ถ้าเริ่มมีอาการเหล่านี้ แสดงว่าหูของเรากำลังส่งสัญญาณเตือนบางอย่างแล้ว
ตรวจการได้ยินตั้งแต่อยู่ในเปล: ทำไมเด็กแรกเกิดถึงต้องตรวจหูก่อนกลับบ้าน
ในกลุ่มเด็กทารก การคัดกรองความผิดปกติของการได้ยิน ถือเป็นมาตรฐานสำคัญในโรงพยาบาลยุคนี้ครับ เพราะถ้าเด็กมีความบกพร่องทางการได้ยินตั้งแต่เกิดแล้วไม่ได้รับการแก้ไข จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อพัฒนาการทางด้านภาษาและการเรียนรู้ในอนาคต
การตรวจในเด็กทารกนั้นไม่เจ็บเลยครับ เป็นการใช้อุปกรณ์ขนาดเล็กตรวจการทำงานของประสาทหูหรือคลื่นสมองขณะเด็กนอนหลับ ใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีแต่บอกอนาคตของน้องๆ ได้ทั้งชีวิต ถ้าตรวจพบไว แพทย์ก็สามารถหาทางช่วยเหลือและฟื้นฟูได้ทันท่วงที
เสียงดังแค่ไหนที่อันตราย: ใครบ้างที่ควรเข้ารับการตรวจเป็นประจำทุกปี
ไม่ใช่แค่ผู้สูงอายุเท่านั้นที่ต้องระวัง คนวัยทำงานอย่างเราๆ ที่ต้องใส่หูฟังฟังเพลงเสียงดังเป็นเวลานาน หรือคนที่ทำงานในโรงงานที่มีเสียงเครื่องจักรดังอึกทึก ก็มีความเสี่ยงหูเสื่อมก่อนวัยอันควรเช่นกัน
คนที่ควรให้ความสำคัญกับการตรวจเช็กการได้ยินเป็นประจำ ได้แก่:
- ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่ทำงานในที่มีเสียงดังเป็นประจำ เช่น ช่างไม้ คนงานก่อสร้าง นักดนตรี
- คนที่ชอบใส่หูฟังเปิดดังๆ ติดต่อกันหลายชั่วโมงต่อวัน
- ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวหูตึงหรือสูญเสียการได้ยิน
- ผู้ที่มีอาการเวียนหัว บ้านหมุน หรือมีเสียงรบกวนในหูเรื้อรัง
ขั้นตอนการตรวจเช็ก: รู้สึกอย่างไรและต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
คนไข้หลายคนกลัวการไปตรวจเพราะคิดว่าต้องเจ็บตัว หรือกลัวผลลัพธ์ที่น่ากลัว ความจริงแล้วกระบวนการตรวจการได้ยินนั้นชิลมากครับ ไม่มีอะไรน่ากลัวเลย
ขั้นตอนหลักๆ แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจดูช่องหูและแก้วหูด้วยกล้องส่อง จากนั้นจะพาไปอยู่ในห้องเงียบพิเศษเพื่อทำ การทดสอบการได้ยิน (Audiometry) โดยการใส่หูฟังแล้วให้กดปุ่มหรือยกมือเมื่อได้ยินเสียงความถี่ต่างๆ ไล่ตั้งแต่เสียงทุ้มไปจนถึงเสียงแหลม ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 20 ถึง 30 นาทีก็เสร็จเรียบร้อย
ดูแลหูอย่างไรให้อยู่กับเราไปนานๆ
เมื่อเราตรวจเช็กและรู้สภาพการได้ยินของตัวเองแล้ว การดูแลรักษาความสะอาดและการใช้งานอย่างถูกวิธีคือหัวใจสำคัญ เลิกแคะหูด้วยคอตตอนบัดแรงๆ เพราะอาจดันขี้หูให้เข้าไปอุดตันลึกว่าเดิม และควรใช้กฎ 60/60 เมื่อฟังเพลงผ่านหูฟัง คือฟังความดังไม่เกิน 60 เปอร์เซ็นต์ และพักหูทุกๆ 60 นาที
การได้ยินที่ดีคือหน้าต่างบานสำคัญที่เชื่อมเราเข้ากับโลกภายนอก อย่ารอให้ถึงวันที่ไม่ได้ยินเสียงคนที่เรารักแล้วค่อยมาแก้ปัญหา ลองหาเวลาไปตรวจเช็กสุขภาพหูกันดูบ้าง เพราะเรื่องสุขภาพการได้ยิน ป้องกันและตรวจพบเร็วย่อมดีกว่าเสมอครับ