หลายคนที่ชอบทานอาหารสตรีทฟู้ด อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ หรืออาหารทะเลสดๆ อาจไม่เคยคิดว่าเมนูแสนอร่อยเหล่านี้อาจแฝงเชื้อไวรัสตับอักเสบเอเข้ามาโดยไม่รู้ตัว โรคนี้ติดต่อผ่านการกิน ดื่ม และสุขอนามัยที่ไม่สะอาด แม้ส่วนใหญ่เมื่อเป็นแล้วจะหายได้เอง แต่ในผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวบางกลุ่ม อาการอาจรุนแรงจนถึงขั้นตับวายเฉียบพลันได้ ข่าวดีคือเราสามารถป้องกันโรคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงด้วยการฉีดวัคซีน การทำความเข้าใจเกี่ยวกับประสิทธิผลและชนิดของวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอจึงเป็นกุญแจสำคัญในการวางแผนดูแลสุขภาพตับในระยะยาว
ทำไมไวรัสตับอักเสบเอถึงเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด?
ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) ไม่เหมือนกับไวรัสตับอักเสบบีหรือซีที่ติดต่อทางเลือดหรือเพศสัมพันธ์เป็นหลัก เพราะเชื้อตัวนี้เข้าสู่ร่างกายผ่านทางเดินอาหาร ไม่ว่าจะเป็นน้ำดื่มปนเปื้อน ผักสดที่ล้างไม่สะอาด หรือหอยนางรมสด เมื่อติดเชื้อแล้ว ผู้ป่วยมักมีอาการไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ แน่นชายโครงขวา ตามด้วยตัวเหลืองตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อาการป่วยอาจกินเวลานานหลายสัปดาห์จนถึงหลายเดือน ทำให้ต้องหยุดงานหรือหยุดเรียนเป็นเวลานาน
ชนิดของวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอในปัจจุบัน
เมื่อพูดถึงตัวเลือกในการสร้างภูมิคุ้มกัน ปัจจุบันทางการแพทย์มีวัคซีนที่พัฒนาขึ้นเพื่อป้องกันโรคนี้อย่างปลอดภัย โดยแบ่งออกเป็นประเภทหลักได้ดังนี้
1. วัคซีนชนิดเชื้อตาย (Inactivated Vaccine)
เป็นชนิดที่ใช้แพร่หลายที่สุดทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทย ผลิตจากการนำเชื้อไวรัสตับอักเสบเอมาทำให้ตายแล้วด้วยสารเคมี จึงไม่มีความสามารถในการก่อโรคในร่างกาย แต่ยังคงกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันจดจำและสร้างแอนติบอดีขึ้นมาได้ วัคซีนชนิดนี้มีความปลอดภัยสูงมาก สามารถใช้ได้ทั้งในเด็กตั้งแต่อายุ 1 ขวบขึ้นไปและผู้ใหญ่
2. วัคซีนชนิดรวม (Combination Vaccine)
เพื่อความสะดวกสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคตับอักเสบไปพร้อมกัน มีวัคซีนที่ผสมผสานระหว่างไวรัสตับอักเสบเอและไวรัสตับอักเสบบีในเข็มเดียว ซึ่งช่วยลดจำนวนครั้งในการเจ็บตัวจากการฉีดยา เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ตรวจเลือดแล้วพบว่ายังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสทั้งสองชนิด
ประสิทธิผลของวัคซีน ป้องกันโรคได้ดีแค่ไหน?
การศึกษาทางการแพทย์ยืนยันว่า ประสิทธิผลและชนิดของวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอชนิดเชื้อตายนั้นมีมาตรฐานสูงมาก โดยให้ผลลัพธ์ในการสร้างภูมิคุ้มกันที่น่าประทับใจ
- หลังฉีดเข็มแรก: ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้สูงถึง 95-99% ภายในระยะเวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์หลังการฉีด
- หลังฉีดเข็มที่สอง (เข็มกระตุ้น): ระดับภูมิคุ้มกันจะพุ่งสูงขึ้นแตะเกือบ 100% และสามารถป้องกันการติดเชื้อได้อย่างสมบูรณ์
นอกจากนี้ ข้อมูลการติดตามระยะยาวยังพบว่า ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นหลังฉีดครบสองเข็มจะคงอยู่ได้ยาวนานอย่างน้อย 20 ถึง 40 ปี หรือในหลายรายอาจมีภูมิคุ้มกันคุ้มครองไปตลอดชีวิตโดยไม่จำเป็นต้องฉีดกระตุ้นซ้ำอีก
ตารางการฉีดวัคซีนที่แนะนำ
เพื่อให้ได้ประสิทธิผลสูงสุด การรับวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอชนิดเชื้อตายมาตรฐาน จะแบ่งการฉีดออกเป็น 2 เข็ม ดังนี้
- เข็มที่ 1: ฉีดในวันที่เริ่มต้นเข้ารับการฉีด
- เข็มที่ 2: ฉีดห่างจากเข็มแรก 6 ถึง 12 เดือน (หรือสามารถยืดหยุ่นได้ถึง 18 เดือนตามคำแนะนำของแพทย์)
กรณีที่เป็นวัคซีนชนิดรวมเอและบี มักจะใช้ตารางการฉีด 3 เข็ม ที่เดือน 0, 1 และ 6 เพื่อให้ครอบคลุมการสร้างภูมิคุ้มกันของทั้งสองโรคอย่างสมบูรณ์
ใครบ้างที่ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ?
แม้ว่าทุกคนจะได้ประโยชน์จากการมีภูมิคุ้มกัน แต่มีบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงและควรได้รับวัคซีนเป็นพิเศษ ได้แก่
- เด็กเล็กตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป เพื่อสร้างเกราะป้องกันตั้งแต่ช่วงวัยเริ่มต้น
- ผู้ที่ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยว โดยเฉพาะไปยังพื้นที่ที่มีสุขอนามัยด้านอาหารและน้ำดื่มที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่
- ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง ตับแข็ง หรือไวรัสตับอักเสบชนิดอื่นอยู่แล้ว เพราะหากติดเชื้อซ้ำซ้อนอาจเกิดภาวะตับวายได้ง่าย
- ผู้ประกอบอาหารและพนักงานเสิร์ฟอาหาร เพื่อป้องกันการเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อสู่วงกว้าง
- ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกัน หรือผู้ที่ใช้สารเสพติด
อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นและการดูแลตัวเอง
วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอมีความปลอดภัยสูงมาก อาการข้างเคียงที่พบได้ส่วนใหญ่เป็นอาการเล็กน้อยและหายได้เองภายใน 1-2 วัน เช่น
- อาการปวด บวม แดง เล็กน้อยบริเวณต้นแขนข้างที่ฉีด สามารถดูแลด้วยการประคบเย็นเบาๆ
- มีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ หรือรู้สึกอ่อนเพลียเล็กน้อย สามารถรับประทานยาลดไข้พาราเซตามอลตามขนาดยาที่เหมาะสม
การตรวจเช็กระดับภูมิคุ้มกันหรือปรึกษาแพทย์เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ ถือเป็นการลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่า ช่วยให้ใช้ชีวิตและรับประทานอาหารได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัยจากภัยเงียบที่อาจส่งผลต่อการทำงานของตับในอนาคต