หลายคนคงเคยมีประสบการณ์ใจหายวาบเวลาก้มลงมองในโถส้วมแล้วพบว่า สีของอุจจาระวันนี้ช่างแปลกตาไปจากเดิมเสียเหลือเกิน บางวันกลายเป็นสีเขียวปี๋ ทั้งที่ไม่ได้กินผักใบเขียว หรือบางวันก็แดงแจ๋จนแอบกังวลไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบย่อยอาหารกันแน่ ก่อนที่จะรีบตีโพยตีพายหรือกังวลไปไกล อยากชวนมาสำรวจจานอาหารในมื้อที่ผ่านมาเสียก่อน เพราะเจ้าสีสันสดใสที่เราเคี้ยวกลืนลงไป โดยเฉพาะอาหารที่มีส่วนผสมของสีผสมอาหาร คือตัวการสำคัญที่เข้ามาแต่งแต้มสีสันให้กับของเสียในร่างกายเราได้แบบคาดไม่ถึง
สีสันจากจานอาหารเดินทางเปลี่ยนสีของเสียในร่างกายได้อย่างไร
เวลาที่เรากินอาหารเข้าไป ระบบย่อยอาหารจะทำหน้าที่ย่อยสลายสารอาหารต่างๆ แต่สำหรับสารให้สีบางชนิด ไม่ว่าจะเป็นสีสังเคราะห์จากเคมีหรือสีธรรมชาติเข้มข้น ร่างกายของเราไม่สามารถดูดซึมเข้าไปใช้ได้ทั้งหมด สารสีเหล่านี้จึงดะทะลุทะลวงผ่านกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กไปจนถึงลำไส้ใหญ่แบบที่โมเลกุลยังคงสภาพอยู่ หรือบางตัวก็ทำปฏิกิริยากับน้ำดีและกรดในทางเดินอาหาร จนทำให้เม็ดสีนั้นเด่นชัดขึ้นมา และถูกขับออกมาพร้อมกับกากอาหาร กลายเป็นความเปลี่ยนแปลงทางสีสันที่เราเห็นในห้องน้ำ ซึ่งถือเป็นปฏิกิริยาทางกายภาพปกติ ไม่ได้แปลว่าลำไส้กำลังพังเสมอไป
อาหารจานไหนบ้างที่ชอบแอบเปลี่ยนสีอุจจาระของเรา
ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจออาหารที่มีส่วนผสมของสีเข้มข้นอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มขนมหวาน เบเกอรี่ ลูกอม น้ำหวาน หรืออาหารแปรรูป มาดูกกันว่ามีอะไรบ้างที่กินแล้วมักจะทิ้งร่องรอยไว้
- สีแดงและสีชมพู: มักมาจากลูกอม เยลลี่ น้ำหวานรสสตรอเบอร์รี่ หรือขนมที่มีการใช้สีสังเคราะห์ปริมาณมาก รวมถึงแก้วมังกรสีแดงจัดที่ให้เม็ดสีธรรมชาติชื่อเบตาเลน ซึ่งร่างกายย่อยยาก
- สีเขียวเข้ม: นอกจากผักโขมหรือบล็อกโคลีแล้ว ไอศกรีมสีเขียว ขนมไทย หรือเครื่องดื่มชาเขียวแต่งสี ก็ทำให้ของเสียกลายเป็นสีเขียวมรกตได้เช่นกัน
- สีดำหรือสีน้ำเงินเข้ม: เค้กช็อกโกแลตเข้มข้น ลูกอมสีม่วงหรือสีน้ำเงินเข้ม รวมถึงชาดำและกาแฟปริมาณมาก มักจะแปลงร่างกากอาหารให้เข้มขึ้นจนเกือบดำ
ช่วงยี่สิบสี่ถึงสี่สิบแปดชั่วโมงแรก: สังเกตความเชื่อมโยงให้ดี
ธรรมชาติของการเดินทางของอาหารผ่านลำไส้คนเราโดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณหนึ่งวันถึงสองวัน ดังนั้น หากจู่ๆ อุจจาระเปลี่ยนสี สิ่งแรกที่ควรทำคือการย้อนกลับไปนึกทบทวนเมนูอาหารในช่วงยี่สิบสี่ถึงสี่สบแปดชั่วโมงที่ผ่านมา หากเราจำได้ว่าเพิ่งกินเค้กสีฟ้าจัดในงานวันเกิด หรือซัดลูกอมสีแดงไปหลายเม็ด ก็สบายใจได้เลยว่าสีที่เปลี่ยนไปนั้นมาจากเม็ดสีในอาหารอย่างแน่นอน และสีเหล่านี้จะค่อยๆ จางหายและกลับสู่ภาวะปกติเองเมื่อร่างกายขับกากอาหารชุดนั้นออกไปจนหมด
แยกให้ออกระหว่างสีจากอาหารกับสัญญาณเตือนจากโรค
แม้สีผสมอาหารจะเปลี่ยนสีของเสียได้ แต่ในฐานะแพทย์ก็อยากให้ทุกคนสังเกตความผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วยเสมอ เพราะบางครั้งสีที่เปลี่ยนไปอาจไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
- สีแดงจากเลือด: ถ้าเป็นสีแดงสดที่เคลือบนอกอุจจาระ หรือมีเลือดปนมาด้วยพร้อมกับอาการเจ็บตอนขับถ่าย มักเกิดจากริดสีดวงทวารหรือแผลปริที่ขอบทวาร ไม่ใช่จากสีผสมอาหาร
- สีดำสนิทเหมือนยางมะตอย: หากอุจจาระมีสีดำเข้มจัด มีกลิ่นเหม็นคาวรุนแรง และมีลักษณะเหลวเหนียวคล้ายยางมะตอย นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของการมีเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบน เช่น แผลในกระเพาะอาหาร ซึ่งอันตรายและต้องรีบพบแพทย์
- สีซีดขาว: หากอุจจาระกลายเป็นสีดินน้ำมันหรือสีขาวซีด แปลว่าตับหรือถุงน้ำดีอาจมีปัญหาในการหลั่งน้ำดีออกมาผสม
เมื่อไหร่ที่ควรหยุดกังวลและเมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์
หากการเปลี่ยนสีของอุจจาระเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว สอดคล้องกับมื้ออาหารที่มีสีสันจัดจ้าน และไม่มีอาการปวดท้อง ไข้ หรืออ่อนเพลียร่วมด้วย ก็ไม่มีอะไรต้องตื่นตูม แค่ดื่มน้ำเปล่าให้มากๆ และลดการกินอาหารที่ใส่สีสังเคราะห์ปริมาณมากๆ เพื่อสุขภาพที่ดีโดยรวมของลำไส้ แต่ถ้าสีที่ผิดปกติยังคงอยู่ต่อเนื่องเกินสามวันแม้จะงดอาหารสีจัดแล้ว หรือมีอาการปวดท้องร่วมด้วย แนะนำให้มาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงจะดีที่สุด