ช่วงนี้หลายคนอาจจะเคยตกใจเวลาเข้าห้องน้ำแล้วพบว่า สีของอุจจาระเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างกะทันหัน ไม่ว่าจะเป็นสีเขียวปี๋ สีแดงสด หรือสีม่วงเข้ม จนอดกังวลไม่ได้ว่าเกิดความผิดปกติอะไรขึ้นกับร่างกายหรือเปล่า ก่อนที่จะรีบตีโพยตีพายไปไกล ลองนึกย้อนกลับไปมื้ออาหารเมื่อวานนี้ดูก่อนว่า เราเพิ่งกินขนมสีสันสดใส ไอศกรีม หรืออาหารที่มีการแต่งแต้มสีสันมาหรือเปล่า เพราะเจ้าสีผสมอาหารนี่แหละคือตัวการสำคัญที่ทำให้หน้าตาของเสียในร่างกายเราเปลี่ยนไปแบบไม่น่าเชื่อ
สีผสมอาหารเดินทางเปลี่ยนสีอุจจาระได้อย่างไร?
เวลาที่เราเคี้ยวและกลืนอาหารลงไป ร่างกายจะเริ่มกระบวนการย่อยตั้งแต่อยู่ในปาก ลงไปจนถึงกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก อาหารส่วนใหญ่จะถูกดูดซึมสารอาหารออกไปจนหมด แต่สำหรับสารเคมีหรือเม็ดสีจากสีผสมอาหารบางชนิด โดยเฉพาะสีสังเคราะห์ที่ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายหรือดูดซึมได้หมด เจ้าสารเหล่านี้ก็จะเดินทางยาวๆ ไปจนถึงลำไส้ใหญ่ และปะปนออกมากับกากอาหารที่เราต้องขับถ่ายทิ้งในที่สุด ส่งผลให้สีของอุจจาระเปลี่ยนไปตามสีของอาหารที่เรากินเข้าไปโดยตรง โดยที่เรายังคงมีความรู้สึกสบายดีและไม่มีอาการปวดท้องร่วมด้วย
สีแบบไหนจากจานอาหาร ที่ทำให้ห้องน้ำของคุณเปลี่ยนสี?
การสังเกตความเชื่อมโยงระหว่างเมนูโปรดกับสีของอุจจาระ จะช่วยให้เราคลายความกังวลลงไปได้มาก โดยลักษณะการเปลี่ยนสีที่พบบ่อยในชีวิตประจำวันมักจะมีดังนี้
- สีแดงและสีชมพู: มักเกิดจากการกินลูกอม เยลลี่ น้ำหวาน หรือขนมที่มีการใช้สีสังเคราะห์สีแดง รวมถึงผลไม้ธรรมชาติอย่างแก้วมังกรเนื้อแดงหรือบีทรูท ซึ่งบางครั้งอาจทำให้ตกใจนึกว่ามีเลือดปน แต่ถ้าเกิดจากอาหาร สีมักจะกระจายตัวสม่ำเสมอและหายไปเองเมื่อหยุดกิน
- สีเขียว: เกิดได้บ่อยจากการกินเครื่องดื่มแต่งกลิ่นแต่งสีสีเขียว ขนมเค้กที่มีการแต่งหน้าเข้มๆ หรือแม้แต่การกินผักใบเขียวปริมาณมาก ซึ่งสีเขียวเหล่านี้จะผสมกับน้ำดีในทางเดินอาหาร ทำให้อุจจาระออกมาเป็นสีเขียวเข้มได้อย่างชัดเจน
- สีน้ำเงินและสีม่วง: ขนมขบเคี้ยว ลูกอม หรือน้ำอัดลมที่มีสีฟ้าหรือสีม่วงเข้ม มักจะทิ้งร่องรอยไว้ในอุจจาระเสมอ เนื่องจากเม็ดสีกลุ่มนี้มีความเข้มข้นสูงและร่างกายขับออกมาได้ยาก
ผลกระทบจากการรับประทานอาหารที่มีสีผสมอาหารต่อการเปลี่ยนสีของอุจจาระ และร่างกาย
ในแง่ของการขับถ่าย สีผสมอาหารที่ผ่านมาตรฐานมักจะไม่สร้างอันตรายร้ายแรงต่อระบบทางเดินอาหาร สีที่เปลี่ยนไปเป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราวที่เกิดขึ้นไม่นานแล้วก็หายไปเมื่อระบบย่อยอาหารขับกากอาหารชุดนั้นออกหมด อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารที่มีสีผสมอาหารปริมาณมากๆ เป็นประจำ หรือเลือกใช้สีสังเคราะห์ที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักขึ้น หรือเกิดอาการแพ้ในกลุ่มคนที่ไวต่อสารเคมีบางชนิดได้
แยกให้ออกระหว่างสีจากอาหาร กับสัญญาณเตือนโรคอันตราย
แม้ว่าสีผสมอาหารจะเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย แต่ในฐานะแพทย์ก็อยากให้ทุกคนสังเกตอาการร่วมอื่นๆ ด้วย เพื่อความปลอดภัยสูงสุด เพราะการที่อุจจาระเปลี่ยนสีอาจไม่ใช่แค่เรื่องของอาหารเสมอไป
- อุจจาระสีดำสนิทเหมือนยางมะตอย: อาจเกิดจากการกินยาธาตุเหล็กหรือเลือดหมู แต่ถ้าไม่ได้กิน อาจเป็นสัญญาณของการมีเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบน เช่น แผลในกระเพาะอาหาร ซึ่งต้องระวัง
- อุจจาระมีเลือดสดปนหรือเคลือบอยู่: หากไม่ได้กินอาหารสีแดงและไม่มีอาการท้องผูกจนก้นฉีก อาจบ่งบอกถึงรอยโรคในลำไส้ใหญ่ส่วนปลายหรือฤทธิ์ดวงทวาร
- อุจจาระสีซีดขาวเหมือนสีดินน้ำมัน: มักเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของตับหรือท่อน้ำดี ซึ่งถือเป็นภาวะที่ต้องรีบพบแพทย์
อาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์เพื่อความมั่นใจ?
หากเรามั่นใจว่าไม่ได้กินอาหารที่มีสีสันฉูดฉาด แต่สีของอุจจาระยังคงผิดปกติอยู่ติดต่อกันนานเกินสองถึงสามวัน หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ แบบนี้ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรเข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพราะนั่นอาจไม่ใช่ผลกระทบจากสีผสมอาหาร แต่เป็นเสียงเตือนจากร่างกายที่กำลังบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติข้างในต่างหาก