ในฐานะหมอที่ตรวจคนไข้ที่ห้องฉุกเฉินมานาน สิ่งหนึ่งที่มักสร้างความกังวลใจให้ผมอยู่เสมอคือ การที่ญาติรอให้ผู้ป่วยมีอาการหนักจนเกินไปแล้วค่อยพามาโรงพยาบาล บางครั้งเวลาเพียงไม่กี่นาทีก็มีความหมายต่อชีวิตของคนที่เรารักมากๆ ครับ
หลายคนมักลังเลว่า อาการที่เป็นอยู่ตอนนี้มันรุนแรงพอที่จะต้องไปโรงพยาบาลหรือยัง หรือควรนอนรอดูอาการที่บ้านก่อนดี วันนี้ผมเลยอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ อาการเตือนภัยที่ต้องรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล แบบเข้าใจง่าย เพื่อที่เราจะได้ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องที่สุดเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นครับ
สัญญาณอันตรายเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดที่รอไม่ได้
โรคเกี่ยวกับหัวใจและสมองเป็นเรื่องที่แข่งกับเวลาโดยแท้จริงครับ หากคุณพบว่าคนใกล้ตัวมีอาการเหล่านี้ ขอให้คิดไว้ก่อนเลยว่าเป็นเรื่องใหญ่และต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที
เจ็บแน่นหน้าอกเหมือนมีอะไรมาทับ หายใจไม่ทัน
อาการเจ็บแน่นหน้าอกตรงกลาง หรือค่อนไปทางซ้าย โดยมีความรู้สึกเหมือนมีก้อนหินมาทับ หรือแน่นอึดอัดจนหายใจไม่เต็มอิ่ม และอาการนี้อาจร้าวไปที่กราม คอ แขนซ้าย หรือหลัง ร่วมกับมีเหงื่อแตกพลั่กหน้ามืด แบบนี้ห้ามรอเด็ดขาดครับ เพราะนี่คือสัญญาณเตือนคลาสสิกของกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉลี่ยพลัน
ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก
ถ้าอยู่ๆ คนในบ้านมีอาการพูดไม่รู้เรื่อง ลิ้นแข็ง ยิ้มแล้วปากเบี้ยวไปข้างใดข้างหนึ่ง หรือยกแขนยกขาไม่ขึ้น ไม่มีแรงทันทีทันใด ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเลยว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมอง หรือที่เรารู้จักกันว่าสโตรก (Stroke) ซึ่งเรามีเวลาทองเพียง 4.5 ชั่วโมงเท่านั้นในการไปรับยาละลายลิ่มเลือดที่โรงพยาบาล
อาการทางระบบทางเดินหายใจและอุบัติเหตุที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
นอกจากเรื่องหัวใจและสมองแล้ว อาการเกี่ยวกับการหายใจและการบาดเจ็บรุนแรงก็เป็นอีกกลุ่มที่ต้องรีบพาหาหมอโดยด่วนเช่นกันครับ
เหนื่อยหอบหายใจไม่อิ่ม ริมฝีปากเริ่มเขียวคล้ำ
อาการหอบเหนื่อยรุนแรงจนพูดเป็นประโยคยาวๆ ไม่ได้ ต้องอ้าปากพะงาบๆ หรือสังเกตเห็นว่าริมฝีปากและปลายนิ้วเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ แสดงว่าร่างกายกำลังขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง อาจเกิดจากหอบหืดกำเริบ ปอดอักเสบรุนแรง หรือภาวะหัวใจล้มเหลว
อุบัติเหตุรุนแรงที่กระทบกระเทือนศีรษะหรือมีเลือดออกไม่หยุด
หากเกิดอุบัติเหตุไม่ว่าจะเป็นรถล้มตกจากที่สูง หรือศีรษะกระแทกพื้นอย่างแรง แม้ตอนแรกจะยังรู้สึกตัวดี แต่ถ้าหลังจากนั้นมีอาการอาพุ่ง ซึมลง ปวดหัวรุนแรง หรือมีเลือดและน้ำใสๆ ไหลออกจากหูหรือจมูก รวมถึงบาดแผลฉกรรจ์ที่เลือดไหลไม่ยอมหยุดแม้จะกดแผลไว้แล้ว แบบนี้ต้องส่งห้องฉุกเฉินทันที
ไข้สูงในเด็กเล็กและอาการอาเจียนท้องเสียที่เสี่ยงช็อก
ในกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กเล็กและผู้สูงอายุ อาการที่ดูเหมือนจะธรรมดาอย่างไข้หรือท้องเสีย ก็สามารถกลายเป็นเรื่องอันตรายถึงชีวิตได้อย่างรวดเร็ว
ไข้สูงมากในเด็กเล็กอายุน้อยกว่าสามเดือน
สำหรับเด็กทารกอายุน้อยกว่า 3 เดือน หากมีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส แม้จะยังดูร่าเริงดีก็ต้องรีบพาไปพบแพทย์ครับ เพราะภูมิคุ้มกันเขายังน้อยมาก เชื้อโรคอาจลุกลามเข้ากระแสเลือดหรือเยื่อหุ้มสมองได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ หากเด็กโตมีไข้สูงร่วมกับซึมลงปลุกไม่ค่อยตื่น คอแข็ง หรือมีผื่นขึ้นตามตัวนั่นก็คือสัญญาณเตือนภัยที่อันตรายมาก
อาเจียนหรือท้องเสียรุนแรงจนร่างกายขาดน้ำ
หากถ่ายท้องหรืออาเจียนติดต่อกันหลายครั้งจนเริ่มมีอาการหน้ามืด วิงเวียนเวลาลุกยืน ปัสสาวะไม่ออกเลยนานหลายชั่วโมง หรือริมฝีปากแห้งผาก นั่นแปลว่าร่างกายกำลังขาดน้ำอย่างรุนแรงและเสี่ยงต่อภาวะช็อก ซึ่งต้องให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำที่โรงพยาบาลครับ
การตัดสินใจพาผู้ป่วยมาโรงพยาบาลด้วยความรวดเร็วเมื่อเจออาการเหล่านี้ ย่อมเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและลดความพิการลงได้อย่างมากครับ จำไว้เสมอว่า ปลอดภัยไว้ก่อน ดีกว่ามานั่งเสียใจทีหลังครับ