ลูกน้อยนอนซึม หายใจมีเสียงครืดคราด มีน้ำมูกไหลย้อยแถมยังไอแค๊กๆ ทั้งคืน เชื่อว่าหัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่ย่อมรู้สึกเป็นห่วงและกระวนกระวายใจจนแทบนอนไม่หลับ ความตั้งใจแรกที่แวบเข้ามาในหัวคือการรีบวิ่งไปร้านขายยาใกล้บ้านเพื่อซื้อยาแก้ไอหรือยาลดน้ำมูกมาป้อนให้ลูกอาการจะได้ทุเลลงโดยเร็ว แต่ในฐานะแพทย์ที่ต้องเจอเคสเด็กเล็กป่วยอยู่ทุกวัน ผมอยากขอเบรกความคิดนั้นไว้ก่อนครับ เพราะในเด็กเล็กโดยเฉพาะน้องๆ ที่อายุยังไม่ถึงสองขวบ การหยิบยาเหล่านี้มาให้กินเองตามอำเภอใจ ไม่เพียงแต่ไม่ได้ช่วยให้อาการดีขึ้นเสมอไป แต่อาจนำอันตรายร้ายแรงมาสู่ชีวิตลูกรักได้อย่างคาดไม่ถึง
ธรรมชาติของอาการหวัดในเด็กเล็กที่พ่อแม่ต้องเข้าใจก่อน
เวลาลูกเป็นหวัด มีน้ำมูก หรือไอ อาการเหล่านี้แท้จริงแล้วไม่ใช่โรคร้ายแรงในตัวมันเองครับ แต่มันคือกลไกการต่อสู้ตามธรรมชาติของร่างกายเด็ก เพื่อขับเชื้อไวรัสและเสมหะออกไป ระบบทางเดินหายใจของเด็กเล็กมีความบอบบางและแตกต่างจากผู้ใหญ่มาก ร่างกายของเขายังเติบโตไม่เต็มที่ หลอดลมมีขนาดเล็กและแคบ การที่เด็กมีน้ำมูกหรือไอจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาเมื่อติดเชื้อไวรัส ซึ่งส่วนใหญ่จะหายได้เองภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์หากได้รับการดูแลประคับประคองตามอาการที่ถูกต้อง
ความจริงเบื้องหลังยาแก้ไอและยาลดน้ำมูกสำหรับเด็กเล็ก
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมยาเหล่านี้ถึงวางขายเกลื่อนกลาดแต่กลับห้ามเด็กกิน ข้อเท็จจริงทางการแพทย์คือ ยาแก้ไอ ยาลดน้ำมูก และยาแก้แพ้หลายชนิดที่หาซื้อได้ทั่วไป ไม่เคยมีงานวิจัยชิ้นไหนยืนยันได้เลยว่ามันได้ผลจริงในการรักษาอาการหวัดในเด็กอายุต่ำกว่าสองขวบ ยาเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้หายป่วยเร็วขึ้น แต่มันกลับออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง กดการหายใจ และทำให้เสมหะเหนียวข้นขึ้นจนขับออกยาก ซึ่งอันตรายมากสำหรับเด็กเล็กที่ยังไม่รู้วิธีไอขับเสมหะด้วยตัวเอง
ภัยเงียบและผลข้างเคียงรุนแรงที่อันตรายถึงชีวิต
การให้เด็กอายุต่ำกว่าสองขวบกินยาแก้ไอหรือยาลดน้ำมูกเกินขนาดเพียงนิดเดียว หรือใช้ยาหลายตัวซ้อนกันโดยไม่รู้ว่ามีตัวยาซ้ำซ้อนกันอยู่ อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงน่ากลัว ดังนี้ครับ
- หัวใจเต้นเร็วผิดปกติและมีความดันโลหิตสูงขึ้น: ตัวยาบางชนิดในยาลดน้ำมูกมีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดหดตัว ซึ่งส่งผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดของเด็กเล็กที่ยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์
- อาการง่วงซึมมากจนผิดปกติหรือตื่นยาก: ฤทธิ์กดประสาทของยาอาจทำให้เด็กซึมลงอย่างน่าตกใจ ซึ่งทำให้แยกไม่ออกว่าซึมเพราะอ่อนเพลียจากโรคหรือซึมเพราะฤทธิ์ยาอันตราย
- ชักและหมดสติ: ในเด็กบางรายที่แพ้ยาหรือได้รับยาเกินขนาด อาจเกิดอาการทางระบบประสาทที่รุนแรงถึงขั้นชักเกร็งและหมดสติได้
- เสียชีวิตจากภาวะหยุดหายใจ: นี่คือความเสี่ยงสูงสุดที่ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้เกิดขึ้น การกดระบบประสาทส่วนกลางอาจทำให้เด็กหยุดหายใจขณะนอนหลับได้
วิธีดูแลลูกน้อยยามเป็นหวัดคัดจมูกอย่างปลอดภัยไร้สารเคมี
เมื่อลูกรักเป็นหวัด สิ่งที่ดีที่สุดที่พ่อแม่ควรทำไม่ใช่การหายาเคมีมาป้อน แต่เป็นการช่วยบรรเทาอาการตามธรรมชาติเพื่อให้ลูกรู้สึกสบายตัวขึ้นและรอให้ภูมิคุ้มกันจัดการเชื้อโรคเองครับ
- หยอดจมูกด้วยน้ำเกลือบริสุทธิ์: ใช้น้ำเกลือหยอดจมูกเพื่อช่วยละลายน้ำมูกที่แห้งกรังหรือเหนียวข้นให้จมูกโล่งขึ้น
- ใช้ลูกยางแดงหรือเครื่องดูดน้ำมูก: ช่วยดูดน้ำมูกออกเบาๆ เพื่อให้ลูกหายใจสะดวกเวลาให้นมหรือเวลานอน
- เพิ่มความชื้นในห้องนอน: ใช้เครื่องทำ humidifier หรือเปิดเครื่องฟอกอากาศ เพื่อลดความแห้งของอากาศที่ทำให้ลูกระคายคอและไอมากขึ้น
- ให้ดื่มน้ำอุ่นและนมแม่บ่อยๆ: สำหรับเด็กที่ดื่มนมแม่ได้ นมแม่คือยาวิเศษที่ดีที่สุด ส่วนเด็กที่โตพอจะดื่มน้ำได้ การจิบน้ำอุ่นจะช่วยให้ชุ่มคอและช่วยละลายเสมหะได้ดีเยี่ยม
อาการแบบไหนที่บอกว่าลูกป่วยหนักและต้องรีบพาไปหาหมอทันที
แม้โรคหวัดส่วนใหญ่จะหายเองได้ แต่หากลูกมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย อย้ารอดูอาการอยู่ที่บ้านเด็ดขาดครับ ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที
- หายใจเร็วผิดปกติ หายใจจนซี่โครงบุ๋ม หรือปีกจมูกบานเวลาหายใจ
- ริมฝีปากหรือปลายนิ้วเริ่มมีสีเขียวคล้ำ ซึ่งแสดงว่าร่างกายขาดออกซิเจน
- ซึมมาก ไม่ยอมดูดนม ไม่ยอมกินน้ำ หรือปลุกตื่นยาก
- มีไข้สูงมากโดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่าสามเดือน
- ไอเรื้อรังรุนแรงจนอาเจียนหรือหน้าดำหน้าแดง
ด้วยความห่วงใยจากใจจริง ลูกป่วยเป็นเรื่องที่สร้างความกังวลใจให้คนเป็นพ่อเป็นแม่เสมอ แต่ความใจร้อนซื้อยามาให้กินเองอาจกลายเป็นดาบสองคมที่ทำร้ายลูกทางอ้อม หากไม่แน่ใจเรื่องอาการป่วยหรือปริมาณยา ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนตัดสินใจให้ยาใดๆ กับลูกน้อยครับ