เวลาตรวจสุขภาพประจำปีแล้วผลเลือดบอกว่าค่าน้ำตาลในเลือดสูง หลายคนอาจจะกังวลแค่เรื่องการคุมอาหารหรือกลัวการฉีดอินซูลิน แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับคนเป็นเบาหวานระยะยาว ไม่ใช่ตัวน้ำตาลที่สูงขึ้นในหลอดเลือดอย่างเดียว แต่คือผลกระทบเงียบๆ ที่มันแอบไปทำลายอวัยวะชิ้นสำคัญ โดยเฉพาะไตของเราเองครับ
ทำไมนํ้าตาลในเลือดสูง ถึงทำให้ไตพังได้
ในร่างกายของเรา ไตทำหน้าที่เหมือนเครื่องกรองน้ำขนาดจิ๋วที่มีเส้นเลือดฝอยนับล้านเส้นคอยกรองของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากเลือด เมื่อคนไข้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงสะสมเป็นระยะเวลานาน เจ้าเลือดที่ข้นไปด้วยน้ำตาลนี้จะไปวิ่งผ่านเส้นเลือดฝอยจิ๋วในไตทุกวัน วันละหลายรอบ
พอนานเข้า เส้นเลือดฝอยเหล่านั้นจะเริ่มหนาตัวขึ้น เกิดอาการอักเสบ และค่อยๆ ตีบตันลง เครื่องกรองน้ำอันทรงคุณค่าของเราจึงเริ่มรั่ว ทำให้โปรตีนหรือไข่ขาวซึ่งปกติไม่ควรหลุดออกมากับปัสสาวะ รั่วไหลออกมาได้ และเมื่อเนื้อเยื่อไตถูกทำลายไปเรื่อยๆ จนเกิดเป็นแผลเป็น ไตก็จะสูญเสียความสามารถในการทำงานไปทีละน้อย กลายเป็นโรคไตเรื้อรังจากภาวะเบาหวานในที่สุด
สัญญาณเตือนภัยระยะเริ่มต้น ที่ร่างกายพยายามบอกเรา
ความน่ากลัวของโรคนี้คือ ในช่วงแรกเริ่มจนถึงระยะกลาง คนไข้แทบจะไม่รู้สึกผิดปกติอะไรเลย ไม่มีอาการปวดหลัง ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยง่าย จนกว่าการทำงานของไตจะลดลงไปมากแล้ว ถึงจะมีอาการแสดงออกมา
สิ่งที่เรามักจะสังเกตเห็นได้ด้วยตัวเองมีดังนี้
- ปัสสาวะมีฟองมากผิดปกติ: นั่นคือสัญญาณเตือนว่ามีโปรตีนรั่วออกมาทางปัสสาวะ
- อาการบวม: เริ่มสังเกตเห็นหนังตาบวมในช่วงเช้า หรือกดแล้วบุ๋มที่บริเวณข้อเท้าและหน้าแข้ง
- เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย: เกิดจากภาวะโลหิตจางที่มักมาคู่กับโรคไตเรื้อรัง
- ความดันโลหิตสูงขึ้น: ควบคุมยากกว่าเดิม แม้จะทานยาความดันอยู่ก็ตาม
ตรวจเช็กให้ชัวร์ รู้ให้ทัน ก่อนที่ไตจะเสียหายไปมากกว่านี้
สำหรับคนที่เป็นเบาหวาน การรอให้มีอาการแสดงออกนั้นช้าเกินไปครับ แนวทางทางการแพทย์ที่ถูกต้องคือการตรวจคัดกรองประจำปีอย่างสม่ำเสมอ โดยการตรวจหลักๆ มีอยู่สองอย่างคือ
- การตรวจหาปริมาณไข่ขาวในปัสสาวะ (Urine Albumin-to-Creatinine Ratio หรือ UACR): เพื่อดูว่าเครื่องกรองเริ่มรั่วหรือยัง ซึ่งตรวจพบได้เร็วกว่าการตรวจเลือดหาค่าไตเสียอีก
- การเจาะเลือดตรวจหาค่าการทำงานของไต (Creatinine และ eGFR): เพื่อคำนวณว่าเนื้อไตของเรายังเหลือประสิทธิภาพในการทำงานอยู่กี่เปอร์เซ็นต์
วิธีดูแลตัวเอง เพื่อรักษาไตที่เหลือให้อยู่กับเราไปนานๆ
ข่าวดีคือ แม้เราจะเป็นเบาหวานและเริ่มมีภาวะไตเสื่อมแล้ว แต่เราสามารถชะลอความเสื่อมไม่ให้มันเดินทางไปถึงขั้นต้องฟอกไตได้ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการรักษาอย่างจริงจังร่วมกับแพทย์
คุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ที่แพทย์กำหนด
เป้าหมายหลักคือการรักษาค่า HbA1c ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม (โดยทั่วไปมักแนะนำให้ต่ำกว่า 7.0 เปอร์เซ็นต์ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุและโรคประจำตัวของแต่ละคนด้วย) การทานยาตรงเวลาและการตรวจน้ำตาลปลายนิ้วสม่ำเสมอจึงเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้
ควบคุมความดันโลหิตให้เป๊ะ
ความดันโลหิตสูงและเบาหวานคือคู่หูที่ร่วมมือกันทำลายไตได้อย่างรวดเร็วที่สุด การรักษาความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย (โดยทั่วไปไม่ควรเกิน 130/80 มิลลิเมตรปรอท) จะช่วยลดภาระการทำงานของเส้นเลือดฝอยในไตได้อย่างมหาศาล
ปรับสัดส่วนอาหารและลดปริมาณโซเดียม
การจำกัดเกลือและโซเดียมในอาหารเป็นหัวใจสำคัญ เพราะโซเดียมทำให้ความดันในหลอดเลือดสูงขึ้นและทำให้ไตรั่วมากขึ้น นอกจากนี้ การปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเพื่อควบคุมปริมาณโปรตีนให้เหมาะสม ก็ช่วยลดภาระการกรองของไตได้ดีเช่นกัน
โรคไตเรื้อรังจากภาวะเบาหวานเป็นภัยเงียบที่ป้องกันและชะลอได้ หากเราเริ่มต้นใส่ใจตั้งแต่วันที่ยังไม่มีอาการ การควบคุมน้ำตาลและความดันให้ดีในวันนี้ คือการลงทุนซื้อสุขภาพไตที่ดีในระยะยาว เพื่อที่เราจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการล้างไตในอนาคตครับ