การเห็นผลตรวจครรภ์ขึ้นสองขีดมักนำมาซึ่งความดีใจ แต่สำหรับคุณแม่หลายคนที่เริ่มรู้สึกปวดหน่วงท้องน้อยข้างใดข้างหนึ่ง หรือมีเลือดออกกะปริบกะปรอย ความกังวลมักจะเข้ามาแทนที่ทันที อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่หมอมักจะแนะนำให้รีบมาพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจเช็กอย่างละเอียดว่าตัวอ่อนฝังตัวอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องหรือไม่
ภาวะการตั้งครรภ์นอกมดลูกเกิดขึ้นเมื่อไข่ที่ผสมแล้วไปฝังตัวอยู่นอกโพรงมดลูก ซึ่งพบบ่อยที่สุดบริเวณท่อนำไข่ (งอน้ำมีนหรือปีกมดลูก) ภาวะนี้ไม่สามารถอุ้มท้อง ต่อไปได้ตามปกติ และหากปล่อยไว้นานจนท่อนำไข่แตก อาจส่งผลอันตรายถึงชีวิตจากอาการตกเลือดในท้อง ดังนั้น การวินิจฉัยภาวะการตั้งครรภ์นอกมดลูก อย่างถูกต้องและรวดเร็ว จึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการรักษา
สงสัยว่ากำลังท้อง แต่เริ่มมีอาการแบบไหนที่ต้องระวังเป็นพิเศษ?
ในระยะแรกของการตั้งครรภ์ อาการของการตั้งครรภ์นอกมดลูกอาจจะดูคล้ายการตั้งครรภ์ปกติทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นอาการคัดเต้านม ประจำเดือนขาด หรือคลื่นไส้วียนหัว แต่เมื่อตัวอ่อนเริ่มโตขึ้นในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม อาการผิดปกติจะค่อยๆ แสดงออกมา ดังนี้
- อาการปวดท้องน้อย: มักเริ่มจากปวดหน่วงๆ ข้างใดข้างหนึ่ง แล้วค่อยๆ ปวดแหลมคมขึ้นเรื่อยๆ หรือบางคนอาจปวดเกร็งเป็นระยะ
- เลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ: เลือดมักมีสีน้ำตาลเข้มหรือสีแดงสด ออกกะปริบกะปรอย ไม่เหมือนเลือดประจำเดือนปกติ
- อาการเวียนศีรษะ หรือหน้ามืด: เกิดจากการเสียเลือดภายในร่างกาย ทำให้ความดันโลหิตลดลง
หมอใช้วิธีไหนบ้างในการซักประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้น?
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล หมอจะเริ่มจากการถามรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน ทั้งวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย ประวัติการใช้ยา การทำกิฟต์หรือทำอิ๊กซี่ (ICSI) รวมถึงประวัติการติดเชื้อในเชิงกรานหรือเคยผ่าตัดท่อนำไข่มาก่อนหรือไม่
หลังจากนั้นจะเป็นการตรวจร่างกาย โดยเฉพาะการตรวจเชิงกรานอย่างเบาปรน หมอจะเช็กดูว่ามีอาการเจ็บเมื่อกดบริเวณท้องน้อย หรือมีอาการเจ็บเมื่อเคลื่อนไหวปากมดลูกหรือไม่ รวมถึงตรวจดูว่ามีก้อนบริเวณปีกมดลูกข้างใดข้างหนึ่งหรือไม่ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการรวบรวมข้อมูลก่อนนำไปสู่ขั้นตอนการตรวจทางห้องปฏิบัติการต่อไป
ตรวจเลือดดูระดับฮอร์โมน hCG บอกอะไรเกี่ยวกับการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้บ้าง?
การตรวจระดับฮอร์โมน hCG (Human Chorionic Gonadotropin) ในเลือด ถือเป็นเครื่องมือสำคัญมากอย่างหนึ่งใน การวินิจฉัยภาวะการตั้งครรภ์นอก มดลูก
โดยธรรมชาติของการตั้งครรภ์ที่ปกติ ตัวอ่อนที่ฝังตัวในมดลูกจะสร้างฮอร์โมนนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยระดับฮอร์โมนจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว (อย่างน้อย 35-50%) ในทุกๆ 48 ชั่วโมง แต่ในกรณีที่ตั้งครรภ์นอกมดลูก ตัวอ่อนเจริญเติบโตได้ไม่ดี ส่งผลให้ระดับฮอร์โมน hCG เพิ่มขึ้นช้ากว่าปกติ หรือบางครั้งอาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแล้วค่อยๆ ลดลง
หากหมอตรวจพบว่าระดับ hCG อยู่ในระดับที่ควรจะเห็นถุงตั้งครรภ์ในมดลูกได้แล้ว (ส่วนใหญ่คือระดับเกิน 1,500 ถึง 2,000 mIU/mL) แต่เมื่ออัลตราซาวด์กลับไม่พบถุงตั้งครรภ์ ข้อสันนิษฐานแรกๆ ที่หมอต้องระวังคือการตั้งครรภ์นอกมดลูก
การอัลตราซาวด์: วิธีสำคัญที่ช่วยให้เห็นตำแหน่งของตัวอ่อนชัดเจน
การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง หรือ อัลตราซาวด์ เป็นวิธีที่หมอใช้ยืนยันตำแหน่งการฝังตัวของตัวอ่อนได้อย่างแม่นยำที่สุด โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก:
1. การตรวจอัลตราซาวด์ผ่านทางช่องคลอด (Transvaginal Ultrasound)
เป็นวิธีมาตรฐานหลักที่ใช้ในการวินิจฉัย เพราะหัวตรวจจะอยู่ใกล้กับมดลูกและปีกมดลูกมากที่สุด ทำให้เห็นภาพถุงตั้งครรภ์ได้ตั้งแต่ครรภ์ยังไม่อายุมาก (ประมาณ 5-6 สัปดาห์) สิ่งที่หมอจะมองหาในภาพอัลตราซาวด์ ได้แก่:
- การไม่พบถุงตั้งครรภ์ภายในโพรงมดลูก ทั้งที่ควรจะเห็นแล้ว
- การพบก้อนผิดปกติบริเวณท่อนำไข่ หรือพบถุงตั้งครรภ์ที่มีสัญญาณหัวใจเต้นอยู่นอกโพรงมดลูก
- การพบของเหลวหรือเลือดสะสมในช่องท้อง (Pouch of Douglas)
2. การตรวจอัลตราซาวด์ผ่านหน้าท้อง (Transabdominal Ultrasound)
วิธีนี้อาจมองเห็นรายละเอียดได้น้อยกว่าในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ แต่อาจนำมาใช้ควบคู่กันเพื่อตรวจดูภาพรวมของช่องท้อง โดยเฉพาะในกรณีที่สงสัยว่ามีเลือดตกในช่องท้องปริมาณมาก
การผ่าตัดส่องกล้อง เลือกใช้เมื่อไหร่และสำคัญอย่างไรในการวินิจฉัย?
ในบางกรณีที่ผลการตรวจเลือดและการอัลตราซาวด์ยังไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจน 100% แต่คนไข้เริ่มมีอาการปวดท้องรุนแรงขึ้น หมออาจพิจารณาใช้ การผ่าตัดส่องกล้องช่องท้อง (Laparoscopy)
การผ่าตัดส่องกล้องนอกจากจะเป็นวิธีในการวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุดเนื่องจากหมอสามารถมองเห็นท่อนำไข่และอวัยวะภายในช่องเชิงกรานได้โดยตรงผ่านกล้องขยายแล้ว ยังสามารถทำการรักษาไปได้พร้อมกันในคราวเดียว หากพบว่ามีการตั้งครรภ์นอกมดลูกจริง หมอจะทำการตัดเฉพาะถุงตั้งครรภ์ออก หรือตัดท่อนำไข่ข้างนั้นออกในกรณีที่เกิดการฉีกขาดแล้ว
อาการฉุกเฉินแบบไหน ที่เสี่ยงต่อภาวะมดลูกหรือท่อนำไข่แตก ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที?
ภาวะท่อนำไข่แตกจากการตั้งครรภ์นอกมดลูกเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาทันที หากคุณแม่หรือคนใกล้ตัวมีอาการดังต่อไปนี้ อย่าลังเลที่จะไปห้องฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุด:
- ปวดท้องน้อยอย่างรุนแรงและฉับพลัน รู้สึกเหมือนมีอะไรฉีดขาดอยู่ข้างใน
- ปวดร้าวขึ้นไปถึงร้าวไปที่หัวไหล่ (เกิดจากเลือดในช่องท้องไประคายเคืองเส้นประสาทใต้กะบังลม)
- หน้ามืด เป็นลม หมดสติ หรือมีภาวะช็อก ตัวเย็น ปากเขียว
- ถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะแล้วรู้สึกปวดเบ่งรุนแรงผิดปกติ
คำแนะนำจากหมอหากกำลังวางแผนตั้งครรภ์หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง
สิ่งสำคัญที่สุดคือ "อย่ารอให้อาการรุนแรง" หากทราบว่าตนเองตั้งครรภ์ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติเคยตั้งครรภ์นอกมดลูกมาก่อน เคยผ่าตัดท่อนำไข่ มีประวัติปีกมดลูกอักเสบเรื้อรัง หรือตั้งครรภ์จากการทำเด็กหลอดแก้ว ควรเข้าพบสูตินรีแพทย์เพื่อทำการฝากครรภ์และตรวจเช็กตำแหน่งการตั้งครรภ์ตั้งแต่เนิ่นๆ
การได้รับการวินิจฉัยที่รวดเร็ว ไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องชีวิตของคุณแม่ได้ทันท่วงที แต่ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาแบบประคับประคอง เช่น การใช้ยาฉีดเพื่อสลายตัวอ่อน โดยไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัด และยังช่วยรักษาสภาพของท่อนำไข่สำหรับการตั้งครรภ์ในอนาคตได้อีกด้วย