ลองจินตนาการถึงวันที่หยดแถบตรวจการตั้งครรภ์แล้วเห็นผลขึ้น 2 ขีด ความรู้สึกแรกคงมีทั้งความตื่นเต้นและดีใจ แต่หากผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ กลับเริ่มมีอาการปวดท้องน้อยเกร็งๆ ที่ข้างใดข้างหนึ่ง ร่วมกับมีเลือดสีน้ำตาลไหลกระปริดกระปรอยทางช่องคลอด สถานการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่หมอสูตินรีแพทย์พบได้เรื่อยๆ และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเข้าสู่กระบวนการ การวินิจฉัยภาวะการตั้งครรภ์นอกมดลูกอย่างเร่งด่วน
ภาวะการตั้งครรภ์นอกมดลูกเป็นภาวะฉุกเฉินทางสูตินรีเวชที่เกิดจากตัวอ่อนไม่ได้ไปฝังตัวในโพรงมดลูกตามปกติ แต่มักไปติดค้างและเจริญเติบโตที่ท่อนำไข่ การตรวจพบให้เร็วที่สุดจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการรักษาและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต
หมอวินิจฉัยภาวะการตั้งครรภ์นอกมดลูกอย่างไร ให้แม่นยำและรวดเร็ว?
ในทางการแพทย์ การวินิจฉัยภาวะนี้ไม่ได้อาศัยเพียงแค่การตรวจอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ต้องนำข้อมูลหลายอย่างมาประมวลผลร่วมกัน เพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้องที่สุดก่อนที่จะเกิดการแตกของท่อนำไข่
การซักประวัติและตรวจร่างกาย จุดเริ่มต้นแรกที่คุณหมอจะสังเกต
ขั้นตอนแรกเริ่มจากการสอบถามรายละเอียดเรื่องประจำเดือนครั้งสุดท้าย ประวัติการแพ้ท้อง ประวัติความเสี่ยงในอดีต เช่น เคยมีการอักเสบในเชิงกราน เคยผ่าตัดท่อนำไข่ หรือเคยใส่ห่วงอนามัย รวมถึงลักษณะอาการปวดท้อง จากนั้นหมอจะทำการตรวจร่างกายและตรวจภายในอย่างนุ่มนวล เพื่อเช็กดูว่ากดเจ็บที่บริเวณปีกมดลูกข้างใดข้างหนึ่งหรือไม่ มีก้อนผิดปกติ หรือมีเลือดไหลออกมาจากคอพีกมดลูกมากน้อยเพียงใด
เจาะเลือดดูระดับฮอร์โมน hCG ทำไมต้องตรวจซ้ำทุก 48 ชั่วโมง?
ฮอร์โมน beta-hCG เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากรกของการตั้งครรภ์ ในการตั้งครรภ์ปกติในโพรงมดลูก ระดับฮอร์โมนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในทุกๆ 48 ชั่วโมง แต่สำหรับการตั้งครรภ์นอกมดลูก ตัวอ่อนมักจะไม่สามารถเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ระดับฮอร์โมนเพิ่มขึ้นได้ไม่ดีเท่าที่ควร หรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยแล้วคงที่
ดังนั้น การวินิจฉัยภาวะการตั้งครรภ์นอกมดลูกในระยะแรกๆ คุณหมอมักจะแนะนำให้เจาะเลือดตรวจวัดระดับฮอร์โมนนี้เปรียบเทียบกันอย่างน้อย 2 ครั้ง โดยห่างกัน 48 ชั่วโมง เพื่อดูแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของตัวเลข ซึ่งเป็นเบาะแสที่แม่นยำอย่างมาก
อัลตราซาวนด์ทางช่องคลอด เครื่องมือสำคัญที่ช่วยมองเห็นตำแหน่งการฝังตัว
การตรวจอัลตราซาวนด์ผ่านทางหน้าท้องอาจจะไม่เห็นรายละเอียดชัดเจนพอในอายุครรภ์น้อยๆ หมอจึงนิยมใช้การตรวจอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอด (Transvaginal Ultrasound) ซึ่งให้ภาพที่คมชัดกว่า โดยสิ่งที่หมอพยายามค้นหาคือ
- การมีอยู่ของถุงท้องในโพรงมดลูก: หากระดับฮอร์โมน hCG สูงเกิน 1,500-2,000 mIU/mL แต่กลับตรวจไม่พบถุงการตั้งครรภ์ในมดลูก จะเพิ่มความสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์นอกมดลูกทันที
- การพบก้อนหรือถุงท้องบริเวณปีกมดลูก: หากพบก้อนผิดปกติที่ข้างมดลูก หรือเห็นถุงการตั้งครรภ์ที่มีตัวอ่อนและหัวใจเต้นอยู่ข้างนอกโพรงมดลูก ก็จะสามารถยืนยันการวินิจฉัยได้ทันที
- การพบการสะสมของเลือดในช่องท้อง: หากมีเลือดออกตกค้างบริเวณอุ้งเชิงกราน อาจเป็นสัญญาณว่าท่อนำไข่เริ่มมีการปริแตกหรือมีเลือดซึมออกมาแล้ว
ข้อแตกต่างระหว่างการตั้งครรภ์ปกติกับการตั้งครรภ์นอกมดลูกในผลตรวจ
เพื่อให้เข้าใจภาพรวมได้ง่ายขึ้น หมอสรุปเปรียบเทียบผลการตรวจที่พบบ่อยไว้ดังนี้
- ระดับฮอร์โมน hCG: ท้องปกติระดับฮอร์โมนจะเพิ่มขึ้นคูณสองทุก 48 ชั่วโมง ส่วนท้องนอกมดลูกฮอร์โมนจะเพิ่มขึ้นช้าๆ หรือขึ้นๆ ลงๆ
- ภาพอัลตราซาวนด์: ท้องปกติจะเห็นถุงท้องชัดเจนในโพรงมดลูกเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 5-6 สัปดาห์ ส่วนท้องนอกมดลูกจะมองไม่พบถุงท้องในมดลูก แต่อาจพบก้อนเนื้อผิดปกติข้างมดลูก
- อาการแสดง: ท้องปกติอาจมีปวดคัดหน้าอก แพ้ท้อง หรือปวดหน่วงท้องน้อยเล็กน้อย ส่วนท้องนอกมดลูกมักมีอาการปวดเกร็งรุนแรงข้างใดข้างหนึ่ง ร่วมกับมีเลือดออกกระปริดกระปรอยสีน้ำตาลคล้ำ
สัญญาณอันตรายฉุกเฉินที่ต้องรีบมาพบหมอทันที โดยไม่ต้องรอเวลานัด
หากกำลังอยู่ในช่วงติดตามผลตรวจ หรือสงสัยว่าตัวเองอาจมีภาวะนี้ แล้วเกิดอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบเดินทางมาห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลทันที
- ปวดท้องน้อยอย่างรุนแรงและฉับพลัน รู้สึกเหมือนมีอะไรแตกข้างใน
- รู้สึกหน้ามืด เวียนศีรษะ คล้ายจะเป็นลม หรือมีอาการตัวเย็นเหงื่อออก
- มีอาการปวดร้าวขึ้นไปถึงบริเวณสะบักหรือหัวไหล่ ซึ่งเกิดจากเลือดในช่องท้องไปกดระคายเคืองกระบังลม
- มีเลือดไหลออกจากช่องคลอดปริมาณมาก
การทราบผลและได้รับ การวินิจฉัยภาวะการตั้งครรภ์นอกมดลูกตั้งแต่ระยะเนิ่นๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยา โดยไม่ต้องรับการผ่าตัด และยังช่วยรักษาท่อนำไข่ไว้สำหรับการตั้งครรภ์ในอนาคตได้ ดังนั้นหากตรวจพบว่าตั้งครรภ์แล้วมีอาการผิดปกติ อย่าลังเลที่จะเข้ามาปรึกษาสูตินรีแพทย์เพื่อความปลอดภัยของคุณเอง