เวลาที่ตรวจเจอว่าตัวเองมีเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีอยู่ในร่างกาย หลายคนมักจะตกใจและกังวลว่าชีวิตต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร ต้องกินยาไปตลอดชีวิตไหม หรือตับจะพังหรือเปล่า หมอเจอคำถามเหล่านี้จากคนไข้ในห้องตรวจอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งความจริงแล้ว การรักษาโรคนี้ในปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปมาก และการใช้ยาต้านไวรัสตับอักเสบชนิดบีก็เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยปกป้องตับของเราให้อยู่ในสภาพที่ดีได้
ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ไม่ใช่ทุกคนที่ตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีแล้วจะต้องเริ่มกินยาทันที คนไข้หลายคนเชื้อสงบอยู่ในร่างกายโดยไม่ทำลายตับ แบบนี้แพทย์มักจะใช้วิธีนัดตรวจติดตามอาการและตรวจเลือดเป็นระยะ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ไวรัสเริ่มตื่นตัว มีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนสูงขึ้น หรือเริ่มมีภาวะตับอักเสบเรื้อรัง จนเสี่ยงเกิดพังผืดในตับหรือตับแข็ง นั่นคือสัญญาณเตือนว่าเราอาจจำเป็นต้องพึ่งพาตัวช่วยอย่างการใช้ยาต้านไวรัสตับอักเสบชนิดบีแล้ว
เป้าหมายที่แท้จริงของการกินยาต้านไวรัส ไม่ใช่แค่การกำจัดเชื้อให้หมดไป
คนไข้ส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่า กินยาแล้วเชื้อจะต้องหายเกลี้ยงจากร่างกายเหมือนกับการกินยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียทั่วไป แต่ความจริงสำหรับไวรัสตับอักเสบชนิดบีนั้น เป้าหมายหลักของการใช้ยาคือการกดการแบ่งตัวของไวรัสให้อยู่ในระดับต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อหยุดยั้งไม่ให้ไวรัสเข้าไปทำลายเซลล์ตับเพิ่มเติม เมื่อตับไม่ถูกทำลายต่อเนื่อง การอักเสบก็ลดลง โอกาสที่จะเกิดตับแข็งหรือมะเร็งตับในอนาคตก็จะลดลงตามไปด้วย เปรียบเสมือนการควบคุมไฟป่าไม่ให้ลุกลาม แม้จะยังเหลือตอไม้บ้าง แต่ก็ไม่สร้างความเสียหายเพิ่ม
ชนิดของยาที่มีให้เลือกใช้ในปัจจุบัน ต่างกันอย่างไรบ้าง?
ในปัจจุบัน ยาที่ใช้ในการดูแลรักษาโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบีแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่ายาแบบไหนที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายและวิถีชีวิตของคนไข้แต่ละรายมากที่สุด
ยากลุ่มรับประทาน: กินง่าย ไม่เจ็บตัว แต่ต้องมีความสม่ำเสมอ
ยาเม็ดรับประทานในปัจจุบัน เช่น เทนอฟูเวียร์ (Tenofovir) หรือ เอนเทคาเวียร์ (Entecavir) เป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงมากในการกดไวรัส ข้อดีคือรับประทานง่าย ไม่มีอาการข้างเคียงรุนแรง และตับฟื้นตัวได้ดี แต่ข้อจำกัดคือ คนไข้จะต้องมีวินัยในการกินยาอย่างเคร่งครัด ห้ามลืมกินยา ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด เพราะถ้าหยุดยาเองกะทันหัน อาจทำให้ไวรัสที่เคยสงบอยู่กลับมาเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว จนเกิดอาการตับอักเสบรุนแรงเฉียบพลันได้
ยากลุ่มฉีด: กระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อสู้กับไวรัส
อีกกลุ่มหนึ่งคือยาฉีดในกลุ่มอินเตอร์เฟอรอน (Interferon) ซึ่งจะใช้ในผู้ป่วยบางกลุ่มที่มีความเหมาะสม ข้อดีคือการรักษาจะมีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน เช่น ฉีดต่อเนื่อง 6 เดือนถึง 1 ปี แล้วสามารถหยุดยาได้หากร่างกายตอบสนองดี แต่ข้อเสียคืออาจมีผลข้างเคียงคล้ายอาการไข้หวัดใหญ่ อ่อนเพลีย หรือมีผลต่อสภาพจิตใจในช่วงที่รับยา ทำให้แพทย์ต้องพิจารณาเป็นรายเคสไป
กฎเหล็กสามข้อสำหรับคนที่กำลังกินยาต้านไวรัส
เพื่อให้การรักษาได้ผลดีที่สุดและปลอดภัยต่อตัวคนไข้เอง หมออยากให้ยึดถือหลักการสำคัญเหล่านี้ไว้เสมอ
- ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด: แม้ว่าผลเลือดจะกลับมาปกติ ไวรัสตรวจไม่พบแล้ว ก็ห้ามหยุดยาโดยพละการเด็ดขาด การตัดสินใจหยุดยาต้องมาจากคำสั่งของแพทย์ผู้treating เท่านั้น
- ตรวจติดตามการรักษาตามนัดสม่ำเสมอ: การเจาะเลือดตรวจการทำงานของตับ ปริมาณไวรัส และการตรวจอัลตราซาวด์ตับ เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำตามรอบนัด เพื่อดูว่ายาที่ใช้อยู่ยังคงมีประสิทธิภาพดีหรือไม่
- หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และยาที่มีพิษต่อตับ: ในเมื่อตับของเรากำลังต่อสู้กับไวรัสอยู่แล้ว เราจึงไม่ควรซ้ำเติมตับด้วยการดื่มแอลกอฮอล์ หรือการซื้อยาชุด ยาสสมุนไพรที่ไม่ได้มาตรฐานมารับประทานเอง
ท้ายที่สุดนี้ การอยู่ร่วมกับไวรัสตับอักเสบชนิดบีไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิด หากเรามีความเข้าใจที่ถูกต้อง มีวินัยในการกินยา และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เราก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ มีสุขภาพตับที่แข็งแรง และมีอายุยืนยาวได้เช่นเดียวกับคนทั่วไป