ช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงกังวลใจไม่น้อย เวลาที่ลูกรักกลับมาจากโรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็กพร้อมกับอาการไอ น้ำมูกไหล และไข้สูง ยิ่งในช่วงหน้าฝนหรือฤดูหนาว โรงเรียนมักกลายเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อโรคชั้นดี โดยเฉพาะเจ้าไวรัสตัวร้ายที่ชื่อว่าอาร์เอสวี (RSV) ซึ่งสร้างความปวดหัวให้กับคุณครูและคุณหมออยู่เสมอ เนื่องจากเจ้าเชื้อตัวนี้ติดต่อง่ายและรวดเร็วมากในกลุ่มเด็กเล็ก
ในฐานะหมอเด็กที่ต้องตรวจน้องๆ เป็นประจำ ย่อมเข้าใจดีว่าการจะให้เด็กเล็กไม่เล่นกันเลยหรือจับแยกเด็ดขาดเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยในห้องเรียน ดังนั้น หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การวาง มาตรการป้องกันการแพร่กระจายเชื ้อโรคอย่างเป็นระบบและทำได้จริงในชีวิตประจำวัน เพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ ทุกคน
ห้องเรียนกับความเสี่ยง: ทำไมเด็กๆ ถึงติดเชื้ออาร์เอสวีกันง่ายจัง
ธรรมชาติของเด็กเล็กโดยเฉพาะวัยอนุบาลและเนอสเซอรี คือการทำกิจกรรมร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทั้งการเล่นของเล่นชิ้นเดียวกัน หยิบจับสิ่งของเข้าปาก ขยี้ตา หรือกอดคอกันเล่น การที่เด็กอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนในห้องปรับอากาศปิดทึบ จึงเอื้อต่อการแพร่กระจายของละอองฝอยจากการไอจาม หรือสารคัดหลั่งที่ติดอยู่ตามพื้นผิวสัมผัสได้อย่างรวดเร็ว หากมีเด็กป่วยเพียงคนเดียวมาโรงเรียน เชื้อโรคก็พร้อมจะกระจายไปสู่เพื่อนๆ ทั้งห้องได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว
คัดกรองตั้งแต่หน้าประตู: ด่านแรกที่โรงเรียนต้องเข้มงวด
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการตัดไฟแต่ต้นลม โรงเรียนและสถานรับเลี้ยงเด็กควรมีจุดคัดกรองสุขภาพเด็กๆ ตั้งแต่ก่อนเข้าห้องเรียนทุกเช้า คุณครูควรสังเกตอาการเบื้องต้น เช่น มีน้ำมูก ไอ จาม หรือตัวรุมๆ หากพบเด็กที่มีอาการป่วยควรแยกเด็กออกจากกลุ่มทันที และประสานให้ผู้ปกครองมารับกลับไปพัก มาตรการป้องกันการแพร่กระจายเชื อนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการนำเชื้อมาแพร่ให้เด็กคนอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
สร้างนิสัยล้างมือบ่อยๆ: เกราะป้องกันที่ง่ายและได้ผลที่สุด
มือเล็กๆ ของเด็กคืออวัยวะที่สัมผัสทุกอย่างรอบตัว โรงเรียนจึงต้องฝึกวินัยเรื่องสุขอนามัยส่วนบุคคลให้เป็นกิจวัตร โดยกำหนดเวลาล้างมือให้ชัดเจน เช่น ก่อนกินอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ และหลังจากทำกิจกรรมร่วมกัน การล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดนานอย่างน้อย 20 วินาที หรือการใช้เจลแอลกอฮอล์สำหรับเด็ก จะช่วยชำระล้างเชื้อไวรัสที่ติดอยู่ตามมือได้เป็นอย่างดี
ทำความสะอาดของเล่นและสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก
ของเล่นชิ้นโปรด หนังสือ หรือโต๊ะเก้าอี้ในห้องเรียน มักเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคชั้นยอด เนื่องจากเด็กๆ มักอมหรือจับสัมผัสอยู่ตลอดเวลา สถานศึกษาควรมีตารางทำความสะอาดและฆ่าเชื้อของเล่น รวมถึงอุปกรณ์เครื่องใช้ด้วยน้ำยาทำความสะอาดทั่วไปหรือแอลกอฮอล์เป็นประจำทุกวัน เพื่อลดปริมาณเชื้อโรคที่ตกค้างอยู่ตามพื้นผิวสัมผัส
จัดการระบบระบายอากาศ: ลดความหนาแน่นในห้องเรียน
ห้องเรียนที่ไม่ค่อยมีอากาศถ่ายเทคือจุดอ่อนสำคัญ การเปิดหน้าต่างหรือประตูเพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวกในช่วงเวลาที่เด็กออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง จะช่วยลดความเข้มข้นของเชื้อโรคในอากาศลงได้มาก นอกจากนี้ การจัดระยะห่างระหว่างที่นอนในช่วงเวลานอนกลางวัน ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อผ่านทางระบบทางเดินหายใจ
เมื่อไหร่ที่ควรปิดห้องเรียนหรือหยุดเรียนชั่วคราว
หากในห้องเรียนมีเด็กป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจพร้อมๆกันหลายคน ทางโรงเรียนควรพิจารณามาตรการขั้นเด็ดขาด เช่น การปิดห้องเรียนที่มีการระบาดเพื่อทำความสะอาดใหญ่ (Deep Cleaning) หรือให้เด็กกลุ่มเสี่ยงหยุดเรียนเพื่อสังเกตอาการที่บ้าน เป็นการตัดวงจรการแพร่ระบาดไม่ให้ลุกลามไปทั่วทั้งโรงเรียน
ความร่วมมือจากบ้านและโรงเรียนคือกุญแจสำคัญ
การป้องกันไวรัสอาร์เอสวีในสถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนจะสำเร็จไม่ได้เลย หากขาดความร่วมมือจากคุณพ่อคุณแม่ หากลูกมีอาการป่วย แม้จะเป็นแค่หวัดเล็กน้อย ขอความร่วมมือให้เด็กๆ ได้หยุดพักรักษาตัวที่บ้านจนกว่าจะหายดี เพื่อปกป้องทั้งตัวน้องเองจากภาวะแทรกซ้อน และปกป้องเพื่อนๆ คนอื่นในโรงเรียนให้ปลอดภัยจากโรคนี้ไปด้วยกัน