เช้าวันหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นวันธรรมดา ระหว่างที่คุณกำลังเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวตามปกติ แต่พอกันไปกดชักโครกกลับต้องตกใจสุดขีดเมื่อพบว่าปัสสาวะที่ออกมากลายเป็นสีแดงเข้ม สีชมพู หรือบางครั้งอาจมีลิ่มเลือดปนออกมาด้วย อาการนี้ในทางการแพทย์เราเรียกว่า ภาวะปัสสาวะเป็นเลือดชนิดมองเห็นด้วยตาเปล่า หรือ Gross Hematuria ซึ่งเป็นหนึ่งในอาการนำยอดฮิตที่ทำให้คนไข้รีบมาหาหมอที่คลินิกด้วยความวิตกกังวลใจ
หมออยากบอกว่า การเจออาการนี้อาจจะดูน่ากลัว แต่สิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งสติ เพราะการปัสสาวะเป็นเลือดนั้นเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งอาจเป็นเรื่องธรรมดาที่รักษาหายได้ง่าย หรืออาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรงที่ต้องการการตรวจรักษาอย่างทันท่วงที
เมื่อปัสสาวะกลายเป็นสีแดง: ตั้งสติแล้วสังเกตอาการเบื้องต้น
อันดับแรก หมออยากให้ลองทบทวนดูสักนิดว่าในวันสองวันที่ผ่านมา เราได้ทานอาหารหรือยาบางชนิดที่อาจเปลี่ยนสีปัสสาวะให้กลายเป็นสีแดงได้หรือไม่ เช่น บีทรูท แบล็กเบอร์รี่ หรือยาบางกลุ่มอย่างยารักษาวัณโรค เพราะสารสีในอาหารและยาเหล่านี้สามารถขับออกทางปัสสาวะจนทำให้ดูเหมือนมีเลือดปนได้ หากไม่ได้ทานสิ่งเหล่านี้ และมั่นใจว่าเป็นเลือดจริงๆ แสดงว่าคุณกำลังเผชิญกับ ภาวะปัสสาวะเป็นเลือดชนิดมองเห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งควรรีบหาสาเหตุต่อไป
ทำไมอยู่ดีๆ ถึงมีเลือดปนในปัสสาวะ? สาเหตุยอดฮิตที่หมอมักจะตรวจเจอ
ระบบทางเดินปัสสาวะของเราเริ่มต้นตั้งแต่ ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ ไปจนถึงท่อปัสสาวะ (และต่อมลูกหมากในผู้ชาย) หากมีความผิดปกติหรือการบาดเจ็บเกิดขึ้นที่จุดใดจุดหนึ่ง ก็สามารถทำให้มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะได้ทั้งสิ้น โดยสาเหตุที่หมอพบบ่อยในคลินิก มีดังนี้
1. การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
นี่คือตัวการอันดับต้นๆ โดยเฉพาะในกลุ่มคนไข้ผู้หญิง กระเพาะปัสสาวะอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียมักจะทำให้ผนังกระเพาะปัสสาวะบวม แดง และมีเลือดซึมออกมาปนกับปัสสาวะ มักมาพร้อมกับอาการปวดแสบขัดเวลาปัสสาวะ รู้สึกปัสสาวะไม่สุด หรือต้องวิ่งเข้าห้องน้ำบ่อยๆ
2. นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ
ไม่ว่าจะเป็นนิ่วในไต นิ่วในท่อไต หรือนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ผลึกก้อนนิ่วที่มีความคมสามารถครูดกับผิวเยื่อบุทางเดินปัสสาวะขณะที่มันเคลื่อนตัว ทำให้เกิดแผลและมีเลือดไหลออกมาปนกับปัสสาวะ คนไข้กลุ่มนี้มักจะมีอาการปวดบิดเกร็งที่บริเวณสีข้างหรือหน้าท้องร่วมด้วย
3. ต่อมลูกหมากโตหรืออักเสบ
สำหรับคนไข้ผู้ชายที่อายุเริ่มมากขึ้น ต่อมลูกหมากที่โตขึ้นจะเบียดท่อปัสสาวะ และมีเส้นเลือดฝอยบริเวณนั้นขยายตัวได้ง่าย หากเกิดการฉีกขาดหรืออักเสบ ก็จะทำให้เกิดเลือดปนออกมาในปัสสาวะได้
4. การบาดเจ็บทางกายภาพ
การโดนกระแทกอย่างรุนแรงบริเวณหลังหรือสีข้าง เช่น จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ การเล่นกีฬาปะทะ หรือแม้กระทั่งการออกกำลังกายที่หักโหมมากเกินไป ก็อาจส่งผลให้เกิดการบอบช้ำในระบบไตและทางเดินปัสสาวะจนมีเลือดปนได้
5. เนื้องอกหรือมะเร็งในระบบทางเดินปัสสาวะ
นี่คือสาเหตุสำคัญที่หมอกังวลที่สุด โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีประวัติสูบบุหรี่จัด มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งไต หรือมะเร็งต่อมลูกหมาก มักจะแสดงอาการแรกเริ่มด้วยการปัสสาวะเป็นเลือดสีแดงสด โดยที่คนไข้ไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ ร่วมด้วยเลย
ปวดกับไม่ปวด: สัญญาณบอกโรคที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เวลาที่คนไข้มาหาหมอด้วยอาการปัสสาวะเป็นเลือด คำถามแรกๆ ที่หมอจะถามเสมอคือ "มีอาการเจ็บปวดร่วมด้วยไหม?" เพราะลักษณะอาการเจ็บปวดสามารถช่วยบีบวงสมมติฐานโรคได้แคบลงมาก
- ปัสสาวะเป็นเลือดแบบมีอาการปวด: มักจะชี้ไปที่โรคกลุ่มอักเสบ ติดเชื้อ หรือนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งกลุ่มนี้ส่วนใหญ่รักษาให้หายขาดได้ไม่ยากนัก
- ปัสสาวะเป็นเลือดแบบไม่มีอาการปวดเลย: กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่หมอจะระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะการมีเลือดปนออกมาเฉยๆ โดยไม่รู้สึกเจ็บ ไม่แสบขัด มักเป็นสัญญาณเตือนแรกเริ่มของเนื้องอกหรือมะเร็งในระบบทางเดินปัสสาวะ ดังนั้น หากพบอาการแบบนี้ ห้ามชะล่าใจเด็ดขาด
อาการร่วมแบบไหนที่บอกว่า ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด
หากคุณพบว่าปัสสาวะมีสีแดง และมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย หมอแนะนำว่าควรรีบเดินทางไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอสังเกตอาการที่บ้าน
- มีลิ่มเลือดปนออกมาในปัสสาวะจำนวนมาก จนอาจอุดตันทำให้ปัสสาวะไม่ออก
- ปัสสาวะไม่ออกเลย หรือรู้สึกปวดเบ่งปัสสาวะอย่างรุนแรง
- มีไข้สูง หนาวสั่น ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อกรวยไตอักเสบเฉียบพลัน
- ปวดบิดเกร็งบริเวณสีข้างหรือบั้นเอวอย่างรุนแรงจนทนไม่ไหว
- มีอาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ หรือชีพจรเต้นเร็วผิดปกติเนื่องจากการสูญเสียเลือด
เมื่อมาพบหมอ จะต้องเตรียมตัวอย่างไร และต้องตรวจอะไรบ้าง?
เมื่อตัดสินใจมาโรงพยาบาล หมอแนะนำว่าไม่ต้องกลั้นปัสสาวะมาล่วงหน้าจนทรมาน แต่พยายามจำรายละเอียดของอาการให้ได้มากที่สุด เช่น เริ่มเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่ สีของปัสสาวะเป็นสีแดงตลอดสายปัสสาวะหรือแดงแค่ตอนเริ่มต้น และมีอาการปวดร่วมด้วยไหม
ขั้นตอนการตรวจหาสาเหตุที่หมอจะพิจารณาส่งตรวจ มีดังนี้
- การตรวจปัสสาวะ: เพื่อยืนยันว่ามีเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะจริงหรือไม่ พร้อมทั้งดูว่ามีการติดเชื้อ แบคทีเรีย หรือมีสารอื่นๆ ปนมาด้วยหรือเปล่า
- การตรวจเลือด: เพื่อประเมินการทำงานของไต และตรวจดูภาวะซีดจากการสูญเสียเลือด
- การตรวจทางรังสีวิทยา: เช่น การอัลตราซาวนด์ระบบทางเดินปัสสาวะ หรือการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) เพื่อค้นหาก้อนนิ่ว เนื้องอก หรือความผิดปกติทางโครงสร้าง
- การส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ: ในกรณีที่หมอสงสัยว่าอาจมีเนื้องอก การใช้กล้องขนาดเล็กส่องเข้าไปทางท่อปัสสาวะจะช่วยให้เห็นความผิดปกติภายในได้อย่างชัดเจนที่สุด
การตรวจพบความผิดปกติแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ได้รับการรักษาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพที่สุด ดังนั้น หากคุณหรือคนใกล้ชิดพบสัญญาณเตือนของ ภาวะปัสสาวะเป็นเลือดชนิดมองเห็นด้วยตาเปล่า อย่าปล่อยผ่านหรือรอให้หายเองเด็ดขาด การเข้าพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยคือทางออกที่ปลอดภัยที่สุด