ลูกพูดช้า ไม่ยอมสบตา หรือคนใกล้ตัวเริ่มเปลี่ยนไป สัญญาณเตือนที่หมออยากชวนให้สังเกต
เวลาที่หมอตรวจคนไข้ในคลินิก บ่อยครั้งที่เราจะเจอคุณพ่อคุณแม่พาเด็กๆ มาด้วยความกังวลว่า ลูกอายุเท่านี้แล้วทำไมยังไม่ค่อยพูด หรือเวลาเรียกก็ไม่ค่อยหันมามอง บางทีเล่นกับเพื่อนไม่ได้ อยู่แต่ในโลกของตัวเอง หรือแม้กระทั่งในวัยผู้ใหญ่เอง หลายคนก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยเหลือเกินเวลาต้องไปเจอผู้คน พูดคุยกับใครแล้วมักจะสื่อสารไม่ค่อยรู้เรื่อง หรือรู้สึกอึดอัดจนไม่อยากออกไปไหนเลย
อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกและไม่ใช่ความผิดพลาดของใครครับ แต่มันคือ ปัญหาทักษะทางสังคมและการสื่อสาร ที่กำลังสะท้อนว่า สมองและกระบวนการประมวลผลของเรากำลังต้องการความเข้าใจและการดูแลที่ถูกต้อง
ทำไมบางคนถึงมีปัญหาเรื่องการสื่อสารและการเข้าสังคม?
ถ้าพูดกันในแง่การทำงานของสมอง มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคมที่มีระบบประสาทซับซ้อนมาก เวลาที่เรามองหน้าใครสักคน ฟังเสียงเขา ยิ้มตอบ หรือตีความว่าเขาคิดอะไรอยู่ สมองส่วนที่เรียกว่า Social Brain จะต้องทำงานประสานกันอย่างรวดเร็ว
แต่ในคนที่เผชิญกับปัญหานี้ กลไกดังกล่าวอาจมีความแตกต่างออกไป เช่น ในเด็กอาจเกิดจากพัฒนาการทางภาษาที่ช้ากว่าปกติ ภาวะออทิสติกสเปกตรัม หรือปัญหาการประมวลผลข้อมูลทางประสาทสัมผัส ส่วนในวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ อาจมีเรื่องของความเครียดสะสม วิตกกังวลทางสังคม (Social Anxiety) หรือประสบการณ์ในอดีตที่ทำให้ไม่มั่นใจในการสื่อสาร
สัญญาณแบบไหนที่บอกว่าเริ่มเข้าข่ายปัญหาทักษะทางสังคมและการสื่อสาร?
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น หมอขอแบ่งอาการที่พบได้บ่อยออกเป็นกลุ่ม เพื่อให้เราลองสำรวจคนใกล้ตัวหรือแม้แต่ตัวเราเองดูครับ
อาการในเด็ก: สังเกตพัฒนาการที่สะดุด
- ไม่ค่อยสบตาเวลาพูดคุย หรือเรียกชื่อแล้วไม่ค่อยหันมารับรู้
- พูดช้ากว่าเกณฑ์อายุ หรือพูดคำเดิมซ้ำๆ โดยไม่สื่อความหมาย
- เล่นกับเพื่อนไม่เป็น ไม่เข้าใจกฎกติกาการผลัดกันเล่น
- ไม่แสดงอารมณ์ร่วมกับคนอื่น เช่น ไม่ยิ้มตอบ หรือไม่ชวนคุยเรื่องที่สนใจร่วมกัน
อาการในวัยรุ่นและผู้ใหญ่: ความอึดอัดที่สะสมในใจ
- รู้สึกเกร็งและกลัวการถูกตัดสินเวลาต้องไปอยู่ในกลุ่มคน
- ตีความมุกตลก ประชดประชัน หรือภาษากายของคนอื่นไม่ออก
- มักพูดตรงเกินไปจนคนรอบข้างเข้าใจผิดว่าไร้มารยาท ทั้งที่จริงไม่มีเจตนา
- เลือกที่จะเก็บตัว หลีกเลี่ยงการเข้าสังคม เพราะรู้สึกเหนื่อยล้าทุกครั้งที่ต้องคุยกับคนอื่น
วิธีช่วยเหลือและฝึกฝน เพื่อพัฒนาทักษะให้ดีขึ้นได้
ข่าวดีก็คือ ทักษะทางสังคมและการสื่อสารเป็นสิ่งที่ฝึกฝนและพัฒนาได้ตลอดชีวิตครับ สมองของเรามีความสามารถในการปรับตัว หรือที่เรียกว่า Neuroplasticity ยิ่งได้รับการกระตุ้นอย่างถูกวิธี ก็จะยิ่งเก่งขึ้นได้เรื่อยๆ
วิธีดูแลและส่งเสริมในเด็ก
สิ่งสำคัญคือการเล่นและการพูดคุยกันในชีวิตประจำวัน พยายามสบตากับลูก ปิดหน้าจอทีวีหรือมือถือเวลากล่าวคุยกัน เพื่อให้เด็กได้ฝึกการฟังเสียงและการมองภาษากายอย่างเต็มที่ หากพบความล่าช้าชัดเจน การพบนักแก้ไขการพูด (Speech Therapist) หรือจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น จะช่วยวางแนวทางฝึกอบรมเฉพาะบุคคลได้อย่างตรงจุด
วิธีดูแลตัวเองสำหรับผู้ใหญ่ที่มีความกังวล
เริ่มต้นจากการยอมรับความรู้สึกตัวเองก่อนว่า การเข้าสังคมเป็นเรื่องยากสำหรับเราได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก จากนั้นค่อยๆ ฝึกจากสถานการณ์เล็กๆ เช่น ทักทายพนักงานร้านสะดวกซื้อ หรือเริ่มคุยกับเพื่อนร่วมงานในเรื่องสั้นๆ การฝึกการหายใจเพื่อลดความตื่นเต้น และการปรึกษานักจิตวิทยาเพื่อเรียนรู้เทคนิคการจัดการความวิตกกังวล ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่มีประโยชน์มากครับ
ความเข้าใจและการยอมรับ คือก้าวแรกของการเยียวยา
สุดท้ายนี้ หมออยากบอกว่าปัญหาทักษะทางสังคมและการสื่อสารไม่ใช่ปมด้อย และไม่ใช่เรื่องที่จะต้องรู้สึกอาย การเปิดใจยอมรับ ค่อยๆ ปรับ และให้เวลาตัวเองหรือคนที่เรารักได้เติบโตไปตามจังหวะที่เหมาะสม พร้อมกับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น จะช่วยให้เราสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสบายใจและมีความสุขมากขึ้นครับ