เวลาทานอะไรเข้าไปแล้วรู้สึกปวดท้อง ท้องอืด หรือมีผื่นขึ้น หลายคนมักจะเหมารวมไปหมดว่าเป็นเพราะอาหารเป็นพิษ หรือคิดว่าตัวเองกำลังแพ้ออาหารชนิดนั้นอยู่ แต่ในฐานะหมอที่ตรวจคนไข้ด้วยอาการเหล่านี้มาเยอะ พบว่าบ่อยครั้งต้นเหตุไม่ได้มาจากตัวอาหารโดยตรง แต่อาจมาจากระบบย่อยอาหารของเราเองต่างหาก
อาการปวดท้องหลังมื้ออาหารระหว่างความแตกต่างระหว่างอาการแพ้อาหารและภาวะแพ้น้ำตาลแลคโตส เป็นเรื่องที่คนไข้สับสนกันมากที่สุด เพราะอาการบางอย่างมีความใกล้เคียงกันจนแยกยาก แต่ในทางการแพทย์ ส,องภาวะนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของกลไกการเกิดโรคและความรุนแรงที่อาจส่งผลต่อชีวิต มาดูกกันทีละประเด็นเพื่อให้เข้าใจง่ายและนำไปสังเกตตัวเองกันครับ
อาการแพ้อาหาร: เรื่องใหญ่ของภูมิคุ้มกันที่ต้องระวัง
อาการแพ้อาหารเป็นเรื่องของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายที่ทำงานผิดพลาด ร่างกายดันไปมองว่าโปรตีนในอาหารบางชนิด เช่น กุ้ง ปู ถั่วลิสง หรือแป้งสาลี เป็นสิ่งแปลกปลอมอันตราย ทั้งที่จริงแล้วมันคืออาหารธรรมดา ทันทีที่เราทานเข้าไป ภูมิคุ้มกันจึงพยายามขับไล่สิ่งนั้นออก bằng การปล่อยสารเคมีออกมามากมาย
สัญญาณเตือนว่าคุณกำลังแพ้ออาหาร
จุดสังเกตสำคัญของอาการแพ้อาหารคือ มันมักจะเกิดขึ้นเร็วมาก บางคนทานเข้าไปแค่ไม่กี่นาที หรือไม่เกินสองชั่วโมงก็เริ่มแสดงอาการแล้ว อาการไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในท้อง แต่จะกระจายไปทั่วร่างกาย ดังนี้ครับ
- มีผื่นลมพิษขึ้นตามตัว คันยุบยิก หรือหน้าตาบวม ปากบวม
- หายใจไม่ออก แน่นหน้าอก รู้สึกเหมือนมีอะไรมาติดที่คอ
- คลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้องรุนแรง
- ในรายที่อาการรุนแรงมาก เรียกว่า Anaphylaxis อาจมีความดันโลหิตต่ำและหมดสติ ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินถึงชีวิตที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที
ภาวะแพ้น้ำตาลแลคโตส: ปัญหาจากเอนไซม์ในลำไส้ที่ขาดหาย
ในทางตรงกันข้าม ภาวะแพ้น้ำตาลแลคโตสไม่ได้เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นเรื่องของระบบย่อยอาหารล้วนๆ น้ำตาลแลคโตสคือน้ำตาลธรรมชาติที่พบในนมวัวหรือผลิตภัณฑ์จากนม หากร่างกายเราขาดเอนไซม์ที่ชื่อว่า แลคเตส (Lactase) ซึ่งมีหน้าที่ย่อยน้ำตาลตัวนี้ น้ำตาลแลคโตสที่ไม่ถูกย่อยก็จะเดินทางไปถึงลำไส้ใหญ่ และถูกแบคทีเรียแถวนั้นจัดการย่อยแทน จนเกิดแก๊สและกรดขึ้นมา
อาการแบบนี้แหละที่บอกว่าย่อยนมไม่ไหว
อาการแพ้น้ำตาลแลคโตสจะเกิดขึ้นช้ากว่า โดยมักจะแสดงอาการหลังดื่มนมหรือทานเนยชีสไปแล้วประมาณ 30 นาที ถึง 2 ชั่วโมง อาการส่วนใหญ่จะจำกัดอยู่แค่ในระบบทางเดินอาหาร ได้แก่
- ท้องอืด มีลมในท้องเยอะ เรอ หรือผายลมบ่อย
- ปวดเกร็งท้อง ท้องเฟ้อ
- ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ
ตารางเทียบชัดๆ อันไหนคือภูมิคุ้มกัน อันไหนแค่ระบบย่อย
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ผมขอสรุปจุดต่างสำคัญระหว่างสองภาวะนี้ให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้ครับ
- สาเหตุ: อาการแพ้อาหารเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองผิดปกติ ส่วนภาวะแพ้น้ำตาลแลคโตสเกิดจากร่างกายขาดเอนไซม์ย่อยน้ำตาลในนม
- ความรุนแรง: อาการแพ้อาหารอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้หากมีอาการแพ้รุนแรงเฉียบพลัน ส่วนภาวะแพ้น้ำตาลแลคโตสทำให้อึดอัดทรมานท้อง แต่ไม่อันตรายถึงชีวิต
- ปริมาณที่ทาน: คนที่แพ้ออาหาร แม้ทานแค่นิดเดียวแตะโดนก็อาจเกิดอาการได้ แต่คนแพ้น้ำตาลแลคโตสบางคนยังพอทานปริมาณน้อยๆ หรือทานนมที่ปราศจากแลคโตสได้โดยไม่มีอาการ
เมื่อไหร่ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ใจ
หากคุณมีอาการปวดท้องเรื้อรังหลังทานอาหารเดิมๆ ซ้ำๆ แนะนำว่าควรมาปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยให้แน่ชัดครับ หากเป็นอาการแพ้อาหาร แพทย์อาจต้องตรวจเลือดหรือทดสอบทางผิวหนังเพื่อหาว่าแพ้อาหารชนิดใด และต้องหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด แต่ถ้าเป็นภาวะแพ้น้ำตาลแลคโตส เราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทาน เลือกดื่มนมแลคโตสฟรี หรือทานเอนไซม์เสริมร่วมด้วยได้ โดยไม่ต้องถึงขั้นงดอาหารทุกชนิดที่มีนมเป็นส่วนประกอบครับ