ช่วงนี้ใครรู้สึกบ้างไหมครับว่าตัวเองกำลังกลายเป็นคนสมาธิสั้น นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ได้ไม่ถึงห้านาทีก็หยิบมือถือขึ้นมาไถฟีด เล่นไปสักพักก็กลับมาทำงานต่อ วนลูปแบบนี้ทั้งวันจนงานไม่เดิน แถมสมองยังตื้อคิดอะไรไม่ออกเอาเสียเลย หลายคนเริ่มกังวลว่าตัวเองเป็นโรคสมาธิสั้นหรือเปล่า ทั้งที่ตอนเด็กๆ หรือช่วงที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีอาการแบบนี้มาก่อน
ในฐานะหมอที่ตรวจคนไข้กลุ่มวัยทำงานและคนรุ่นใหม่บ่อยๆ ช่วงนี้ผมเจอเค้าโครงปัญหาแบบนี้เยอะมากครับ คนไข้หลายคนแบกรับความเครียดสะสม ทั้งเรื่องงาน เรื่องเศรษฐกิจ และความกดดันรอบตัว จนส่งผลให้สมองส่วนหน้าซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการจัดการ การควบคุมตัวเอง และการโฟกัส เกิดอาการล้าและรวนขึ้นมา ชั่วขณะนั้นอาการที่แสดงออกมาจึงมีความคล้ายคลึงกับโรคสมาธิสั้นแทบทุกประการ ซึ่งในทางการแพทย์เราเรียกว่าภาวะสมาธิสั้นที่ถูกกระตุ้นด้วยความเครียดเรื้อรังนั่นเองครับ
ความเครียดทำไมถึงทำให้เราสมาธิหลุดและจดจ่อไม่ได้
เวลาที่เราเครียด สมองจะหลั่งฮอร์โมนแห่งความเครียดออกมาปริมาณมาก ฮอร์โมนเหล่านี้ไม่ได้แค่ทำให้เราใจสั่นหรือวิตกกังวลเท่านั้น แต่มันยังเข้าไปรบกวนการทำงานของสารสื่อประสาทในสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่ควบคุมสมาธิโดยตรง เปรียบเสมือนคอมพิวเตอร์ที่เปิดโปรแกรมหนักๆ พร้อมกันหลายร้อยหน้าต่างจนเครื่องค้างและประมวลผลไม่ไหว
คนที่มีภาวะสมาธิสั้นที่ถูกกระตุ้นด้วยความเครียด จึงมักจะมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วยเสมอ:
- หลงลืมง่าย วางของไว้ตรงไหนแล้วหาไม่เจอ หรือจำไม่ได้ว่าเพิ่งคุยอะไรไปเมื่อกี้นี้
- ทำงานชิ้นเดิมนานขึ้นหลายเท่า เพราะจิตใจวอกแวกและถูกสิ่งเร้าดึงความสนใจได้ง่ายมาก
- หงุดหงิดง่าย อารมณ์เสียง่ายกว่าปกติเวลามีคนมาขัดจังหวะ
- รู้สึกเหมือนสมองเหนื่อยล้าตลอดเวลา แม้จะนอนหลับไปแล้วตื่นมาก็ยังไม่สดชื่น
แยกให้ออกระหว่างโรคสมาธิสั้นแท้กับอาการที่เกิดจากความเครียด
คำถามยอดฮิตที่ผมมักจะโดนถามเสมอคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอาการที่เป็นอยู่ตอนนี้เป็นเพราะสมาธิสั้นจริงๆ หรือเป็นแค่ผลจากความเครียด
ความแตกต่างที่สำคัญคือ โรคสมาธิสั้น (ADHD) นั้นเป็นความผิดปกติทางพัฒนาการของสมองที่มีมาตั้งแต่เด็ก อาการจะอยู่ติดตัวเราไปตลอดชีวิตในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเรียน ทำงาน หรืออยู่บ้าน แต่สำหรับภาวะสมาธิสั้นที่ถูกกระตุ้นด้วยความเครียดนั้น เพิ่งมาเป็นเอาตอนโตในช่วงที่เราต้องเผชิญกับปัญหาหนักๆ และถ้าความเครียดนั้นคลี่คลายลง อาการหลงลืมหรือสมาธิสั้นก็จะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปได้เองครับ
วิธีดึงสติและฟื้นฟูสมองที่ล้าจากการเครียดสะสม
ถ้าคุณสำรวจตัวเองแล้วพบว่าน่าจะกำลังเผชิญกับภาวะสมาธิสั้นที่ถูกกระตุ้นด้วยความเครียดอยู่ สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การบังคับตัวเองให้ตั้งใจทำงานให้หนักขึ้น แต่เป็นการจัดการที่ต้นเหตุอย่างจริงจังครับ
- เคลียร์พื้นที่ในสมองด้วยการเขียน: เวลาเครียดสมองจะคิดวนไปวนมา ให้หยิบกระดาษขึ้นมาแผ่นหนึ่งแล้วเขียนทุกอย่างที่ต้องทำออกมาให้หมด เพื่อเอาภาระออกจากสมองส่วนความจำ
- พักสมองแบบจริงๆ (Digital Detox): หยุดเปิดหน้าจอโทรศัพท์หรือโซเชียลมีเดียในระหว่างวันบ้าง ให้สมองได้นิ่งและพักผ่อนจากการรับข้อมูลปริมาณมหาศาล
- จัดลำดับความสำคัญของงาน: เลือกทำทีละอย่าง เลิกพยายามทำหลายอย่างพร้อมกัน (Multitasking) เพราะยิ่งทำสมองจะยิ่งล้าและสมาธิจะยิ่งกระเจิง
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ: การนอนคือกระบวนการเดียวที่สมองจะได้ซ่อมแซมตัวเองและเคลียร์ขยะออกจากเซลล์ประสาท
ท้ายที่สุดนี้ ถ้าลองปรับพฤติกรรมแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น รู้สึกว่าความเครียดเริ่มกัดกินชีวิตประจำวันและควบคุมไม่ได้ การมาปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยครับ มันคือการดูแลตัวเองอย่างรับผิดชอบ เพื่อให้เรากลับมามีโฟกัสและมีความสุขกับชีวิตได้อีกครั้งครับ