ช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่หลายคนที่พาเจ้าตัวเล็กมาตรวจที่คลินิก มักจะมีคำถามคาใจทำนองว่า ลูกอยู่ไม่นิ่งเลย วิ่งวนทั้งวัน ของเล่นเกลื่อนบ้าน จับจดทำอะไรได้ไม่ถึงนาทีก็เบื่อ แบบนี้เรียกว่าซนตามวัยหรือกำลังมีภาวะอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า ในฐานะหมอเด็กที่เจอเคสแบบนี้บ่อยๆ ต้องบอกเลยว่าเป็นเรื่องธรรมดามากที่เด็กเล็กเขาจะมีพลังงานเหลือล้น แต่ในบางกรณีพฤติกรรมเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของ โรคสมาธิสั้นในเด็กเล็ก ที่เราควรทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง เพื่อจะได้ช่วยเหลือเจ้าตัวน้อยได้ทันท่วงทีก่อนที่เขาจะโตไปเจออุปสรรคเรื่องการเรียนและการเข้าสังคม
อาการแบบไหนที่เรียกว่าซนสมวัย และแบบไหนที่เริ่มเข้าข่ายสมาธิสั้น?
เวลาพูดถึงเด็กเล็ก เรามักจะติดภาพเด็กที่อยู่นิ่งไม่ได้อยู่แล้ว เพราะธรรมชาติของสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่ควบคุมตัวเองยังพัฒนาไม่เต็มที่ แต่ถ้าจะมองหาความแตกต่างระหว่างเด็กซนปกติกับเด็กที่เป็น โรคสมาธิสั้นในเด็กเล็ก เราต้องมาดูในเรื่องของความถี่ ความรุนแรง และผลกระทบที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของน้อง
เด็กซนทั่วไป เขายังมีช่วงเวลาที่สามารถโฟกัสกับสิ่งที่ชอบได้ เช่น นั่งต่อเลโก้หรือดูการ์ตูนที่ชอบได้นานพอสมควร รู้จักรอคิวได้บ้างแม้จะงอแง และที่สำคัญคือเขารู้ว่าเมื่อไหร่ควรหยุดเมื่อผู้ใหญ่ดุ แต่สำหรับเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้น สมองส่วนหน้าของเขาจะทำงานแตกต่างออกไป ทำให้มีความบกพร่องในเรื่อง executive function หรือความสามารถในการควบคุมความคิด อารมณ์ และการกระทำของตัวเองอย่างชัดเจน
สัญญาณเตือนภัยใกล้ตัว สังเกตพฤติกรรมลูกน้อยตั้งแต่อายุยังน้อย
การวินิจฉัย โรคสมาธิสั้นในเด็กเล็ก อาจจะทำได้ยากกว่าในเด็กโต เพราะเด็กเล็กทุกคนก็ซนเป็นธรรมดา แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะพบกลุ่มอาการหลักๆ ที่เด่นชัดแบ่งออกเป็นสองด้านด้วยกัน คือด้านการขาดความใส่ใจและด้านความซนอยู่ไม่นิ่งหุนหันพลันแล่น
อาการขาดความใส่ใจที่พอสังเกตได้ในชีวิตประจำวัน
- หลงลืมง่าย: มักทำของเล่นหรือของใช้ส่วนตัวหายบ่อยๆ สั่งให้ไปหยิบของง่ายๆ แล้วเดินไปทำอย่างอื่นกลางทางเพราะลืมว่าแม่ใช้ให้ทำอะไร
- สมาธิสั้นกับทุกเรื่อง: เวลาชวนต่อจิ๊กซอว์หรือวาดรูปด้วยกัน น้องจะเบนความสนใจไปอย่างรวดเร็ว ทำได้ไม่ถึงสองนาทีก็ลุกหนีไปวิ่งเล่นที่อื่น
- ไม่ค่อยฟังเวลาพูดด้วย: เหมือนน้องมีโลกส่วนตัวสูง เรียกชื่อหลายครั้งก็ไม่หัน ทั้งที่หูก็ได้ยินปกติแต่สมองไม่ได้ประมวลผลคำพูดของเรา
อาการอยู่ไม่นิ่งและหุนหันพลันแล่นที่เกินเบอร์
- นั่งไม่ติดที่: เวลาอยู่บนโต๊ะอาหารหรือเวลานั่งรถเข็น จะดิ้นไปดิ้นมา ปีป่ายตลอดเวลาเหมือนมีสปริงติดอยู่ที่ก้น
- พูดมากและแทรกคนอื่น: ชอบพูดโพล่งขึ้นมากลางคันเวลาที่ผู้ใหญ่กำลังคุยกัน หรือแย่งคนอื่นตอบคำถามโดยที่ยังฟังคำถามไม่จบ
- รอคิวไม่เป็น: ไม่เข้าใจหลักการเข้าแถว รอคิวเล่นสไลเดอร์ไม่ไหว ชอบวิ่งแซงเพื่อนเพราะความใจร้อน
ทำไมลูกถึงเป็นโรคสมาธิสั้น? ไขข้อข้องใจเรื่องสาเหตุที่พ่อคุณแม่มักเข้าใจผิด
คำถามยอดฮิตที่หมอได้ยินประจำคือ ลูกเป็นแบบนี้เพราะเลี้ยงดูผิดวิธีหรือเปล่า ให้ดูมือถือเยอะเกินไปใช่ไหม ต้องเคลียร์ตรงนี้ให้ชัดเจนเลยว่า โรคสมาธิสั้นในเด็กเล็ก ไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงลูกไม่ดีหรือตามใจจนเสียคน แต่เป็นความผิดปกติของการทำงานของสารสื่อประสาทในสมองบางชนิด ซึ่งมีปัจจัยทางพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างสูง
ถ้าพ่อหรือแม่เคยมีประวัติเป็นสมาธิสั้นตอนเด็ก ลูกก็จะมีโอกาสมากกว่าปกติ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของปัจจัยทางกายภาพ เช่น คลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดน้อย หรือมารดาได้รับสารพิษบางชนิดระหว่างตั้งครรภ์ ส่วนการดูหน้าจอโทรศัพท์มือถือหรือแทบเล็ตเยอะๆ แม้จะไม่ใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดโรค แต่หน้าจอที่มีภาพเคลื่อนไหวเร็วๆ จะไปซ้ำเติมและทำให้สมาธิของเด็กแย่ลงไปอีก เหมือนเป็นการฝึกให้สมองคุ้นชินกับการรับข้อมูลแบบฉาบฉวย
วิธีดูแลและช่วยเหลือเมื่อลูกรักเข้าข่ายสมาธิสั้น
เมื่อคุณพ่อคุณแม่เริ่มมั่นใจว่าลูกน่าจะมีภาวะนี้ ขั้นตอนแรกที่ถูกต้องที่สุดคือการพามาพบกุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม เพื่อประเมินอย่างละเอียดและแยกแยะให้ออกว่าพฤติกรรมนั้นมาจากสาเหตุใดกันแน่ เพราะบางทีอาจจะเป็นเรื่องของพัฒนาการล่าช้า อารมณ์แปรปรวน หรือภาวะออทิสติกสเปกตรัมร่วมด้วยก็ได้
สำหรับการดูแลเด็กเล็กกลุ่มนี้ แพทย์จะไม่เน้นการใช้ยาเหมือนในเด็กโต แต่จะเน้นการปรับพฤติกรรมและการให้คำปรึกษาแก่พ่อคุณแม่เป็นหลัก เพื่อปรับสิ่งแวดล้อมรอบตัวน้องให้เหมาะสม ลดสิ่งเร้าที่ทำให้ไขว้เขว ตั้งกฎกติกาง่ายๆ ที่ชัดเจน ชมเชยทันทีที่น้องทำตัวดี และใช้วิธีการลงโทษเชิงบวกที่ไม่ใช้ความรุนแรง
ความเข้าใจและความอดทนของคุณพ่อคุณแม่คือยาวิเศษที่ดีที่สุด สมองของเด็กเล็กมีความยืดหยุ่นสูงมาก หากเราฝึกฝนและปรับเปลี่ยนแนวทางดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ วงจรการทำงานของสมองน้องก็จะค่อยๆ พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น และช่วยให้เขาสามารถเติบโตไปใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข