เวลาที่คุณพ่อคุณแม่นั่งมองเจ้าตัวเล็กเล่นของเล่นอยู่มุมห้อง บางทีเราก็อดอมยิ้มไม่ได้กับท่าทางตั้งอกตั้งใจของเขา แต่ลึกลงไปในใจ หลายคนอาจจะเริ่มมีคำถามขึ้นมาบ้างว่า ลูกของเรากำลังเติบโตทันเพื่อนไหม อารมณ์ที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย หรือการที่ยังไม่ยอมแบ่งของเล่นให้ใคร เป็นเรื่องปกติของวัยนี้หรือเปล่า ในฐานะหมอเด็กที่เจอคำถามแบบนี้ทุกวัน ผมอยากบอกว่าเรื่องของ พัฒนาการทางอารมณ์และสังคม เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัยความเข้าใจ มากกว่าการเร่งรีบเอาไปเทียบกับเด็กคนอื่นครับ
จากเสียงร้องไห้สู่อ้อมกอด: จุดเริ่มต้นของความผูกพันในขวบปีแรก
ในช่วงขวบปีแรก โลกของเด็กยังมีศูนย์กลางอยู่ที่ตัวเองและผู้เลี้ยงดูเป็นหลัก ภาษาเดียวที่เขามีในตอนแรกเกิดคือเสียงร้อง เมื่อหิว เปียก หรือต้องการความอบอุ่น เขาก็จะส่งเสียงเรียก ความไวและ การตอบสนองที่สม่ำเสมอของคุณพ่อคุณแม่นี่แหละครับ คือรากฐานสำคัญที่สุดของ พัฒนาการทางอารมณ์และสังคม ในวัยนี้ เพราะมันคือการสร้างความไว้วางใจว่าโลกใบนี้ปลอดภัย เมื่อเด็กอายุเข้าสู่ช่วง 6 ถึง 9 เดือน เขาเริ่มแยกแยะได้แล้วว่าใครคือคนคุ้นเคย ใครคือคนแปลกหน้า จนเกิดอาการติดแม่หรือกลัวคนแปลกหน้า ซึ่งเป็นหมุดหมายที่ดีว่าสมองของเขากำลังพัฒนาการจำแนกความสัมพันธ์แล้ว
เมื่อความอยากเป็นตัวของตัวเองเริ่มทำงาน: ช่วงวัยเตาะแตะกับอารมณ์พายุหมุน
พอเด็กเริ่มเดินได้และเข้าสู่วัยทองอายุสองขวบ พ่อแม่หลายคนมักจะกุมขมับกับพฤติกรรมดึงดัน นอนดิ้น หรือคำว่า ไม่ ที่พูดออกมาได้ทั้งวัน จริงๆ แล้วนี่ไม่ใช่ความก้าวร้าว แต่เป็นช่วงเวลาที่เด็กเริ่มตระหนักว่าตัวเองเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความต้องการแยกจากพ่อแม่ แต่เขายังไม่มีคลังคำศัพท์มากพอที่จะอธิบายความรู้สึกอัดอั้นเหล่านั้นออกมาได้ จึงแสดงออกเป็นพฤติกรรมแทน การทำความเข้าใจว่าอารมณ์ฉุนเฉียวเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของ พัฒนาการทางอารมณ์และสังคม จะช่วยให้เราตั้งรับด้วยความใจเย็น และสอนให้เขารู้จักชื่อเรียกของอารมณ์ เช่น โกรธ เสียใจ หรือหงุดหงิด ทีละน้อย
การเล่นคู่ขนานไปจนถึงการมีเพื่อน: ก้าวสำคัญสู่โลกกว้างนอกบ้าน
ถ้าสังเกตเด็กวัยสองขวบเล่นด้วยกัน เราจะเห็นภาพที่เรียกว่าการเล่นแบบต่างคนต่างเล่น แม้จะนั่งอยู่ใกล้กันแต่ไม่ได้สนใจกันเท่าไหร่ ซึ่งเป็นธรรมชาติของวัยนี้ครับ จนกระทั่งเข้าสู่วัยอนุบาล พัฒนาการทางอารมณ์และสังคม จะขยับขยายออกไปอีกขั้น เขเริ่มเรียนรู้การเล่นสมมติ การแบ่งปัน การรอคอย และการทำตามกติกาของกลุ่ม แม้จะมีช่วงที่แย่งของเล่นกันบ้างตามประสา แต่กระบวนการเหล่านี้คือห้องเรียนขนาดย่อมที่สอนให้เขาเข้าใจการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การเห็นอกเห็นใจคนอื่น หรือที่เรียกว่าความฉลาดทางอารมณ์เริ่มก่อตัวขึ้นจากห้องเรียนธรรมดาๆ เหล่านี้
วิธีง่ายๆ ที่บ้านในการช่วยส่งเสริมลูกรักให้เติบโตอย่างมั่นคง
การสนับสนุน พัฒนาการทางอารมณ์และสังคม ไม่ได้ต้องการหลักการเลี้ยงลูกที่ซับซ้อนอะไรเลยครับ เริ่มต้นง่ายๆ จากตัวเราเองนี่แหละ
- เป็นกระจกสะท้อนอารมณ์: เมื่อลูกร้องไห้ อย่าเพิ่งดุหรือห้ามทันที แต่ให้ช่วยพูดชื่อความรู้สึกนั้นให้เขาฟัง เช่น ลูกกำลังเสียใจใช่ไหมที่ของเล่นพัง
- ให้เวลาและการเล่นอิสระ: การปล่อยให้เด็กได้เล่นตามจินตนาการและเล่นกับเพื่อนวัยเดียวกัน คือวิธีฝึกทักษะทางสังคมที่ดีที่สุดโดยไม่ต้องท่องจำ
- กำหนดขอบเขตด้วยความเข้าใจ: กฎในบ้านต้องชัดเจนแต่มีความยืดหยุ่น และใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ในการตักเตือน
สัญญาณเตือนแบบไหนที่ควรพามาปรึกษาหมอ
เด็กแต่ละคนมีจังหวะการเติบโตที่ไม่เท่ากัน บางคนพูดเร็ว บางคนเดินเร็วด้านอารมณ์ก็เช่นกันครับ แต่อย่างไรก็ตาม หากสังเกตพบสัญญาณเหล่านี้เมื่อถึงวัยอันควร ควรพามาพบแพทย์เพื่อประเมินความผิดปกติเพิ่มเติม
- เด็กอายุเกินสองขวบแล้วยังไม่สบตา ไม่หันตามเสียงเรียก หรือดูเหมือนโลกส่วนตัวสูงมากจนไม่สนใจคนรอบข้าง
- มีพฤติกรรมทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่นอย่างรุนแรงเมื่อไม่ได้ดังใจโดยไม่มีทีท่าว่าจะลดลงตามวัย
- ไม่แสดงออกถึงความผูกพันกับผู้เลี้ยงดูหลักเลย ไม่ว่าใครจะอุ้มหรือเข้าหาอารมณ์ก็เรียบเฉยเหมือนกันหมด
ท้ายที่สุดแล้ว การดูแล พัฒนาการทางอารมณ์และสังคม ของลูกน้อย เป็นเดินทางระยะยาวที่ต้องอาศัยความรักความเข้าใจและความอดทนเป็นเสบียงสำคัญ ค่อยๆ เดินไปพร้อมกับเขา แล้วเราจะเห็นดอกผลแห่งความเติบโตที่งดงามเบ่งบานในเวลาที่เหมาะสมครับ