เวลาที่คุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยวัยเตาะแตะไปฝากไว้ที่สถานรับเลี้ยงเด็ก สิ่งที่เรามักกังวลกันบ่อยๆ คือเรื่องหวัดหรือไข้หวัดใหญ่ที่ติดต่อกันง่าย แต่รู้ไหมว่ายังมีอีกหนึ่งปัญหาเงียบที่แอบซ่อนอยู่และมักมองข้ามกันไปบ่อยๆ นั่นก็คือ ภาวะโลหิตจางจากภาวะขาดธาตุเหล็ก ซึ่งพบได้ไม่น้อยเลยในเด็กวัยนี้ครับ
ในฐานะหมอที่ตรวจเด็กๆ อยู่บ่อยๆ เวลาเจอเด็กที่ตัวซีด เพลีย หรือกินยาก มักจะชวนคุณครูและพี่เลี้ยงที่เนอสเซอรี่มาช่วยกันดูเรื่องมื้ออาหาร เพราะเด็กวัยกำลังโต สมองและร่างกายกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว ถ้าขาดธาตุเหล็กไปในช่วงนี้ จะส่งผลต่อการเรียนรู้และพัฒนาการระยะยาวอย่างน่าเสียดาย วันนี้ผมเลยอยากมาแชร์แนวทางการป้องกันภาวะโลหิตจางในเด็กๆ ที่สถานรับเลี้ยงเด็ก เพื่อให้ทุกที่กลายเป็นเซฟโซนสุขภาพของลูกหลานเราครับ
เข้าใจก่อนว่าทำไมเด็กๆ ในเนอสเซอรี่ถึงเสี่ยงขาดธาตุเหล็ก
ช่วงขวบปีแรกจนถึงสามขวบ เป็นช่วงที่เด็กโตไวมาก ปริมาณเลือดในร่างกายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามน้ำหนักตัวที่พุ่งพรวดพราด ถ้าอาหารที่กินในแต่ละวันไม่มีธาตุเหล็กมากพอ ร่างกายที่สะสมไว้ตั้งแต่ตอนคลอดก็จะเริ่มหมดลง
ยิ่งเด็กๆ มาอยู่รวมกันที่สถานรับเลี้ยงเด็ก บางคนเลือกกิน บางคนติดกินแต่นมกล่องหรือข้าวบดกับไข่ต้มซ้ำๆ นานวันเข้าก็เกิดภาวะซีดโดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่รู้ตัว เพราะเด็กมักจะปรับตัวเก่ง แค่ดูเหนื่อยง่ายกว่าปกติหน่อย จนกว่าจะตรวจเลือดถึงจะเจอ
เช็กลิสต์มื้ออาหารในเนอสเซอรี่ กินอย่างไรให้ห่างไกลโรคซีด
หัวใจสำคัญที่สุดในการป้องกันภาวะโลหิตจางคือเรื่องของอาหารครับ ทางสถานรับเลี้ยงเด็กควรใส่ใจเมนูอาหารกลางวันและของว่างให้ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ โดยเน้นย้ำจุดเหล่านี้
- เพิ่มอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงให้สม่ำเสมอ: เช่น ตับหมู เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่แดง และปลา โดยเฉพาะตับและเนื้อแดงควรมีสัปดาห์ละหลายๆ มื้อ
- เสริมทัพด้วยพืชผักใบเขียว: แม้ธาตุเหล็กจากพืชจะดูดซึมได้น้อยกว่าจากสัตว์ แต่ก็มีประโยชน์และช่วยฝึกนิสัยการกินผักให้เด็กด้วย
- วิตามินซีคือตัวช่วยชั้นดี: หลังมื้ออาหารที่มีเนื้อสัตว์ ควรให้เด็กดื่มน้ำเปล่าผสมน้ำส้มคั้นสดนิดหน่อย หรือกินผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เพราะวิตามินซีจะช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กในลำไส้ให้ดีขึ้นหลายเท่า
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้ขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็ก
บางครั้งเราตั้งใจให้เด็กกินอาหารดีแล้ว แต่พฤติกรรมบางอย่างกลับไปขัดขวางการดูดซึมสารอาหารโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่สถานรับเลี้ยงเด็กและบ้านควรระวังร่วมกันคือ
- ลดการดื่มนมวัวปริมาณมากๆ ในเด็กโต: การดื่มนมวัวมากเกินไป (มากกว่าวันละ 20-24 ออนซ์) นอกจากจะทำให้เด็กอิ่มจนไม่อยากกินข้าวแล้ว แคลเซียมและสารในนมวัวยังไปขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็ก และอาจทำให้เกิดการระคายเคืองทางเดินอาหารจนสูญเสียเลือดทีละน้อยได้
- หลีกเลี่ยงชาและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน: แม้เด็กเล็กจะไม่ค่อยดื่มชา แต่บางบ้านอาจให้กินชานมหรือเครื่องดื่มตามผู้ใหญ่ ซึ่งสารแทนนินจะไปขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กอย่างแรง
การคัดกรองและสังเกตอาการเตือนที่ครูพี่เลี้ยงสังเกตได้
คุณครูที่อยู่กับเด็กทั้งวันคือด่านหน้าที่สำคัญที่สุดในการสังเกตความผิดปกติ ลองดูว่าเด็กในความดูแลมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วยหรือไม่
- ริมฝีปากด้านใน เล็บ หรือผิวหนังดูซีดกว่าเพื่อนๆ วัยเดียวกัน
- ดูเหนื่อยง่าย ไม่ค่อยมีแรงวิ่งเล่น เล่นแป๊บเดียวก็ขอVายขอนอน
- หงุดหงิดง่าย สมาธิสั้น หรือกินอาหารแปลกๆ เช่น ดินสอพอง ผงดิน (ปอมิคาเซีย) ซึ่งเป็นอาการแสดงอย่างหนึ่งของการขาดธาตุเหล็ก
หากสถานรับเลี้ยงเด็กไหนมีการประสานงานกับผู้ปกครองที่ดี มีการแจ้งเมนูอาหารล่วงหน้า และร่วมมือกันพาเด็กไปตรวจสุขภาพและตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดตามวัยที่แพทย์แนะนำ ก็จะช่วยตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ป้องกันไม่ให้เด็กๆ ต้องเผชิญกับภาวะโลหิตจางที่มารบกวนการเรียนรู้และเติบโตของพวกเขาครับ