หลายคนคงเคยมีประสบการณ์ตกใจหน้าตั้งหลังจากเข้าห้องน้ำแล้วพบว่าปัสสาวะของตัวเองเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือสีชมพูเข้ม ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นโรคอะไรแถมสุขภาพก็แข็งแรงดี พอมานั่งนึกย้อนดูมื้ออาหารเมื่อวานก็เพิ่งจัดการสลัดจานโตหรือน้ำบีทรูทคั้นสดไปหมาดๆ จนอดกังวลไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายกันแน่
ในฐานะแพทย์ที่มักจะเจอคนไข้ตื่นตระหนกเดินเข้ามาปรึกษาด้วยเรื่องทำนองนี้อยู่บ่อยครั้ง อยากบอกว่าอาการนี้มีชื่อเรียกทางการแพทย์ และไม่ได้อันตรายอย่างที่คิด วันนี้เรามาทำความเข้าใจเบื้องหลังสีสันสดใสในโถส้วมกันว่าเกิดจากอะไร และจะแยกแยะได้อย่างไรว่าอันไหนคือเรื่องธรรมชาติ อันไหนคือสัญญาณเตือนจากโรค
ทำความรู้จัก เบื้องหลังสีแดงในโถส้วมที่มาจากบีทรูท
อาการปัสสาวะเปลี่ยนสีหลังจากกินพืชหัวสีแดงเข้มอย่างบีทรูทหรือแม้แต่แก้วมังกรเนื้อแดง มีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า บีทูเรีย (Beeturia) โดยปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นกับคนประมาณสิบถึงสิบสี่เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั่วไป ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติมากๆ ไม่ใช่โรคประหลาดแต่อย่างใด
สาเหตุหลักมาจากสารให้สีธรรมชาติในบีทรูทที่ชื่อว่า เบตาเลน (Betalain) โดยเฉพาะสารกลุ่มเบตาไซยานิน (Betacyanin) ซึ่งเป็นเม็ดสีแดงเข้มที่ละลายได้ดีในน้ำ เมื่อเรากินเข้าไป ระบบย่อยอาหารจะดูดซึมสารเหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย หากร่างกายไม่สามารถย่อยสลายเม็ดสีนี้ได้หมด เม็ดสีส่วนเกินก็จะเดินทางผ่านกระแสเลือดไปกรองที่ไต แล้วถูกขับออกมาทางปัสสาวะในที่สุด ทำให้ของเหลวสีเหลืองใสของเรากลายเป็นสีชมพูหรือสีแดงชั่วคราว
ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้บางคนฉี่แดงแต่บางคนไม่เป็น
หลายคนสงสัยว่ากินบีทรูทเหมือนกัน ทำไมเพื่อนข้างๆ ไม่เห็นเป็นอะไร แต่เรากลับเจอแจ็กพอตฉี่เป็นสีแดงแจ๋ จริงๆ แล้วเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยทางสรีรวิทยาของแต่ละคนด้วย
- ความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร: ถ้ากระเพาะอาหารมีความเป็นกรดต่ำ สารสีแดงจะไม่ค่อยถูกทำลายและถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้มากกว่าปกติ
- ปริมาณน้ำในร่างกาย: คนที่ดื่มน้ำน้อยหรือภาวะร่างกายขาดน้ำ จะทำให้ความเข้มข้นของปัสสาวะสูง ส่งผลให้สีแดงจากบีทรูทดูเด่นชัดและเข้มข้นมากกว่าคนที่ดื่มน้ำมากๆ
- การรับประทานร่วมกับธาตุเหล็ก: มีการศึกษาพบว่าคนที่มีภาวะขาดธาตุเหล็กหรือกินอาหารเสริมธาตุเหล็กพร้อมกัน อาจทำให้ร่างกายดูดซึมเม็ดสีเบตาไซยานินได้มากกว่าปกติ ทำให้เกิดภาวะบีทรูทูเรียได้ง่ายขึ้น
ช่วงเวลาไหนที่ควรระวัง และสีแบบนี้จะหายไปเองเมื่อไหร่
โดยทั่วไป สีแดงหรือสีชมพูของปัสสาวะจะเริ่มปรากฏให้เห็นหลังจากกินบีทรูทเข้าไปประมาณสองถึงสามชั่วโมง และอาจยาวนานไปได้ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความไวในการขับถ่ายของร่างกายแต่ละคน
ข่าวดีคืออาการนี้จะค่อยๆ จางหายไปเองเมื่อร่างกายขับเม็ดสีส่วนเกินออกหมด และไตกลับมาทำงานขับปัสสาวะตามปกติ สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือมันไม่ใช่เลือด ไม่ใช่การอักเสบ และไม่ทำให้เนื้อเยื่อทางเดินปัสสาวะเสียหาย ดังนั้นจึงไม่ต้องตกใจหรือรีบหาซื้อยาอะไรมากินเพื่อแก้ปัญหานี้
วิธีสังเกตง่ายๆ แยกให้ออกว่านี่คือบีทรูทหรือเลือดจริงๆ
แม้ว่าบีทรูทจะเป็นสาเหตุยอดฮิต แต่ความกังวลใจเรื่องโรคทางเดินปัสสาวะก็ยังเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ ลองใช้หลักการสังเกตง่ายๆ เหล่านี้เพื่อความสบายใจ
- นึกย้อนเมนูอาหารในรอบยี่สิบสี่ชั่วโมงที่ผ่านมาว่ามีบีทรูท เบอร์รี่เข้มข้น หรือแก้วมังกรแดงหรือไม่
- สังเกตลักษณะของสี ปัสสาวะจากบีทรูทมักจะเป็นสีชมพูใส หรือสีแดงโปร่งแสง ไม่ใช่สีแดงขุ่นคลั่ก
- อาการร่วมอื่นๆ หากไม่มีอาการแสบขัดเวลาปัสสาวะ ไม่มีไข้ และไม่มีอาการปวดหลังส่วนล่างร่วมด้วย โอกาสสูงมากที่เป็นแค่เรื่องอาหารการกิน
อาการแบบไหนที่เริ่มไม่ใช่เรื่องปกติ และควรไปพบแพทย์
ถึงแม้เราจะมั่นใจว่ากินบีทรูทเข้าไป แต่ถ้าอาการปัสสาวะสีแดงนั้นยังคงอยู่ต่อเนื่องเกินสองวันหลังจากหยุดกิน หรือมีลักษณะที่น่าสงสัยร่วมด้วย แบบนี้ไม่ควรนิ่งนอนใจและควรมาตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง
หากมีอาการปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง ปวดร้าวที่บั้นเอว ปัสสาวะแสบขัด มีลิ่มเลือดปน หรือมีไข้ร่วมด้วย อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ การติดเชื้อ หรือความผิดปกติของไต ซึ่งแพทย์จะต้องทำการตรวจปัสสาวะเพิ่มเติมเพื่อวินิจฉัยโรคอย่างละเอียดต่อไป