ลูกเริ่มโตแต่ทำไมยังดูเข้าสังคมยาก หมอมีคำตอบ
เวลาที่นั่งตรวจอยู่ในห้องตรวจพัฒนาการเด็ก สิ่งหนึ่งที่หมอมักจะได้ยินคุณพ่อคุณแม่เล่าให้ฟังด้วยความกังวลอยู่บ่อยๆ คือเรื่องลูกไม่ค่อยสนใจเล่นกับเพื่อน พูดคุยกับใครก็ไม่ค่อยสบตา หรือเวลามีอารมณ์โกรธหรือเสียใจก็มักจะระเบิดออกมาแบบสุดโต่งจนรับมือไม่ไหว หลายครอบครัวมักคิดว่าเป็นแค่ช่วงวัยที่เด็กกำลังดื้อ แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของ ปัญหาการพัฒนาทักษะทางสังคมและอารมณ์ ที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง เพื่อจะได้ช่วยเหลือเจ้าตัวเล็กได้อย่างทันท่วงที
ทักษะทางสังคมและอารมณ์คืออะไร และทำไมถึงสำคัญกับชีวิตลูก
คำว่าทักษะทางสังคมและอารมณ์ไม่ใช่แค่เรื่องการมีมารยาทหรือการพูดจาฉาดฉาน แต่หมายถึงความสามารถของเด็กในการรับรู้และเข้าใจความรู้สึกของตัวเอง ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้เมื่อเจอเรื่องไม่ดั่งใจ สร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง และการอ่านภาษากายหรือสีหน้าของผู้ออก ทักษะเหล่านี้เปรียบเสมือนรากฐานของชีวิต ถ้าบ้านไหนรากฐานตรงนี้แข็งแรง เด็กจะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ปรับตัวเก่ง มีความสุข และรับมือกับความเครียดในโลกภายนอกได้ดี แต่ถ้าสะดุดตั้งแต่เด็ก ก็อาจส่งผลต่อความมั่นใจและการใช้ชีวิตในระยะยาวได้
สัญญาณเตือนแบบไหนที่หมออยากให้สังเกตว่าลูกกำลังเจอเรื่องนี้อยู่
เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการเร็วช้าไม่เท่ากัน แต่ถ้ามีพฤติกรรมเหล่านี้บ่อยและต่อเนื่อง หมอแนะนำว่าควรเริ่มสังเกตอย่างใกล้ชิด
- เด็กอายุเกินขวบครึ่งแล้วยังไม่ค่อยสบตา เรียกชื่อแล้วไม่หันมามอง หรือไม่ชี้ชวนให้ดูของเล่นที่ชอบ
- ไม่สนใจเล่นกับเด็กวัยเดียวกัน ชอบเล่นคนเดียวในมุมเดิมๆ และไม่ยอมแบ่งของเล่นหรือรอคิว
- ควบคุมอารมณ์ยากเกินกว่าวัย ร้องอาละวาดรุนแรง ทุบตี ทำลายข้าวของ เมื่อไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ และใช้เวลานานมากว่าสงบลงได้
- ดูเหมือนไม่เข้าใจความรู้สึกคนอื่น เช่น เห็นเพื่อนร้องไห้แต่กลับหัวเราะ หรือไม่มีท่าทีเห็นอกเห็นใจคนใกล้ตัว
เบื้องหลังสมองและพฤติกรรม ทำไมลูกถึงพัฒนาทักษะส่วนนี้ช้ากว่าเพื่อน
เวลาที่เรามองเด็กที่เข้าสังคมยาก เรามักจะเผลอตัดสินว่าเขาดื้อหรือเอาแต่ใจ แต่ในทางการแพทย์ พฤติกรรมเหล่านั้นมักมีสาเหตุมาจากระบบการทำงานของสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ที่ยังเติบโตไม่เต็มที่ สมองส่วนนี้ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ ยับยั้งชั่งใจ และคิดวิเคราะห์ นอกจากนี้ ปัจจัยรอบตัวอย่างการใช้หน้าจอโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตเป็นเวลานาน ก็เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เด็กขาดโอกาสในการฝึกฝนการสื่อสารแบบสองทาง การอ่านสีหน้า และการปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์จริงๆ ซึ่งทักษะเหล่านี้ไม่สามารถเรียนรู้ผ่านหน้าจอแบนๆ ได้เลย
วิธีฝึกและเติมเต็มทักษะทางสังคมและอารมณ์ให้ลูกรักที่บ้าน
ข่าวดีคือสมองของเด็กมีความยืดหยุ่นสูงมาก การฝึกฝนอย่างถูกวิธีสามารถช่วยพัฒนาทักษะเหล่านี้ให้ดีขึ้นได้เสมอ หมอมีแนวทางง่ายๆ ที่คุณพ่อคุณแม่นำไปปรับใช้ได้ทุกวัน
- เป็นกระจกสะท้อนอารมณ์ให้ลูก เวลาลูกโกรธหรือเสียใจ แทนที่จะดุ ให้พูดชื่ออารมณ์นั้นให้เขาฟัง เช่น ลูกกำลังโกรธใช่ไหมเพราะไม่ได้เล่นของเล่นต่อ เพื่อให้เขารู้จักคำศัพท์ทางอารมณ์และเข้าใจความรู้สึกตัวเอง
- ใช้การเล่นบทบาทสมมติร่วมกัน การเล่นขายของ เล่นเป็นคุณหมอ หรือเล่นตุ๊กตา ช่วยให้เด็กได้ลองสวมบทบาทเป็นผู้อื่น ฝึกการรอคิว การแบ่งปัน และการเจรจาต่อรองในสถานการณ์จำลอง
- จำกัดเวลาหน้าจออย่างเคร่งครัด ลดการใช้ไอแพดหรือมือถือ แล้วเพิ่มเวลาในการทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว ออกไปวิ่งเล่นสนามเด็กเล่น เพื่อให้เขาได้เจอเพื่อนฝูงและฝึกทักษะการเข้าสังคมตามธรรมชาติ
พาเด็กๆ ไปพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเมื่อไหร่ดี
หากคุณพ่อคุณแม่ลองปรับสิ่งแวดล้อมที่บ้านแล้ว ผ่านไปสักระยะแต่พฤติกรรมของลูกยังคงเดิม หรือเริ่มมีผลกระทบชัดเจนกับการเรียนและการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น เข้าโรงเรียนไม่ได้เพราะเข้ากับเพื่อนไม่ได้เลย การพามาปรึกษากุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเพื่อรับการประเมินที่แม่นยำถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะยิ่งค้นพบสาเหตุเร็วเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีโอกาสช่วยสนับสนุนน้องได้เต็มที่มากเท่านั้น