หลายคนคงเคยมีประสบการณ์ปวดหัวบ่อยๆ ปวดเรื้อรังทานยาก็ไม่หายขาด จนเริ่มแอบกังวลในใจว่า อาการที่เราเป็นอยู่นี้เป็นเพียงแค่ความเครียด พักผ่อนไม่พอ หรือกำลังมีภาวะ เนื้องอกในสมอง ซ่อนอยู่กันแน่ ความกังวลนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะสมองคือศูนย์บัญชาการหลักของร่างกาย เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย ก็อาจส่งผลต่อการทำงานของร่างกายทั้งระบบได้
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเนื้องอกในสมองอย่างเจาะลึก ตั้งแต่สาเหตุ สัญญาณเตือนที่ต้องระวัง ไปจนถึงเทคโนโลยีการรักษาในปัจจุบัน เพื่อให้เท่าทันโรคและรับมือได้อย่างถูกวิธี
เนื้องอกในสมองคืออะไร ทำไมถึงเกิดขึ้นได้?
กะโหลกศีรษะของเรามีพื้นที่จำกัดและเป็นโครงสร้างที่แข็งแรงมาก ภายในประกอบด้วยเนื้อสมอง เลือด และน้ำเลี้ยงสมองในอัตราส่วนที่สมดุล ภาวะ เนื้องอกในสมอง (Brain Tumor) เกิดจากการที่มีเซลล์เจริญเติบโตผิดปกติภายในสมองหรือเนื้อเยื่อข้างเคียง จนกลายเป็นก้อนเนื้อที่กินพื้นที่ภายในกะโหลกศีรษะ
เมื่อก้อนเนื้องอกนี้โตขึ้น จะไปกดทับเนื้อสมองส่วนที่ดี ดันเส้นเลือด หรือเบียดท่อน้ำเลี้ยงสมอง ทำให้ความดันในกะโหลกศีรษะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่อาการผิดปกติต่างๆ ตามมา โดยเนื้องอกในสมองแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
- เนื้องอกในสมองชนิดธรรมดา (Non-cancerous/Benign): เติบโตช้า ไม่กระจายไปเนื้อเยื่อส่วนอื่น แต่หากก้อนใหญ่ขึ้นจนไปกดทับสมองส่วนสำคัญ ก็ส่งผลอันตรายได้เช่นกัน
- เนื้องอกในสมองชนิดที่เป็นมะเร็ง (Cancerous/Malignant): เซลล์มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ลุกลามเข้าทำลายเนื้อสมองส่วนข้างเคียง ซึ่งอาจเป็นมะเร็งที่เริ่มต้นในสมองเอง หรือเป็นมะเร็งที่แพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่น เช่น ปอด หรือเต้านม
ปวดหัวธรรมดา หรือสัญญาณเตือนเนื้องอกในสมอก: เช็กอาการอย่างไร?
อาการปวดหัวจาก เนื้องอกในสมอง มีลักษณะเฉพาะบางอย่างที่แตกต่างจากอาการปวดหัวไมเกรนหรือปวดหัวจากความเครียดทั่วไป หากพบว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการเหล่านี้ ควรเริ่มสังเกตอย่างใกล้ชิด
ลักษณะอาการปวดหัวที่น่าสงสัย
- ปวดรุนแรงตอนตื่นนอน: มักมีอาการปวดหัวมากในช่วงเช้าตรู่ หรือปวดจนสะดุ้งตื่นกลางดึก เนื่องจากเวลาหมอนอนราบ ความดันในกะโหลกศีรษะจะสูงขึ้น
- อาการปวดแย่ลงเรื่อยๆ: ปวดบ่อยขึ้น เรื้อรังขึ้น และความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไป
- ไอ จาม หรือเบ่ง แล้วปวดมากขึ้น: การเพิ่มแรงดันในร่างกายจะไปเพิ่มความดันในกะโหลกศีรษะ ทำให้เกิดอาการปวดแปลบขึ้นมาทันที
- กินยาแก้ปวดแล้วไม่ดีขึ้น: ยาแก้ปวดทั่วไปที่เคยใช้ได้ผล เริ่มไม่สามารถบรรเทาอาการได้
อาการทางระบบประสาทอื่นๆ ที่มักเกิดร่วมด้วย
นอกจากอาการปวดหัวแล้ว ตำแหน่งที่ก้อนเนื้องอกไปกดทับจะแสดงอาการเฉพาะส่วนออกมา ดังนี้
- คลื่นไส้ อาเจียนพุ่ง: มักเกิดในตอนเช้าพร้อมกับอาการปวดหัว โดยเป็นการอาเจียนแบบพุ่งรุนแรงโดยไม่มีอาการคลื่นไส้นำมาก่อน
- การมองเห็นผิดปกติ: ตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อน ลานสายตาแคบลง หรือมองไม่เห็นภาพด้านข้าง
- กล้ามเนื้ออ่อนแรง: แขนหรือขาข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรง ชา เกร็ง หรือเดินเซ ควบคุมการทรงตัวไม่ได้
- พฤติกรรมและอารมณ์เปลี่ยนไป: บุคลิกภาพเปลี่ยน นิสัยเปลี่ยน สมองสั่งการช้าลง สดชื่นน้อยลง หรือมีความจำเสื่อมถอยอย่างเห็นได้ชัด
- อาการชัก: เกิดอาการชักเกร็งทั้งตัว หรือชักเฉพาะส่วน ทั้งที่ ไม่เคยมีประวัติเป็นโรคลมชักมาก่อน
หมอมีวิธีตรวจวินิจฉัยเนื้องอกในสมองอย่างไรบ้าง?
เมื่อมาพบแพทย์ด้วยอาการสงสัย ภาวะเนื้องอกในสมอง ขั้นตอนการตรวจจะเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด การตรวจร่างกายทางระบบประสาท และส่งตรวจเช็กด้วยเครื่องมือทางเอกซเรย์ที่มีความแม่นยำสูง
- การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI): เป็นวิธีการตรวจหลักที่มีความแม่นยำสูงมาก ช่วยให้เห็นรายละเอียดของเนื้อสมอง ก้อนเนื้อ ขนาด และตำแหน่งได้อย่างชัดเจน รวมถึงแยกแยะได้ว่าก้อนเนื้อไปกดทับเส้นประสาทส่วนใดบ้าง
- การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan): มักใช้ในกรณีฉุกเฉินเพื่อดูว่ามีเลือดออกในสมองหรือมีความผิดปกติของโครงสร้างกระดูกกะโหลกศีรษะร่วมด้วยหรือไม่
- การตรวจตัดเนื้อเยื่อชันสูตร (Biopsy): ในกรณีที่ต้องการทราบชนิดของเซลล์เนื้องอกที่แน่ชัด แพทย์อาจทำการผ่าตัดนำชิ้นเนื้อบางส่วนไปส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อวางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุด
วิธีรักษาเนื้องอกในสมอง ในปัจจุบันมีตัวเลือกอะไรบ้าง?
การเลือกวิธีรักษา เนื้องอกในสมอง ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ร่วมกัน เช่น ชนิดของเนื้องอก ขนาด ตำแหน่ง รวมถึงสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย โดยทีมแพทย์จะวางแผนการรักษาร่วมกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
1. การผ่าตัดสมอง (Surgery)
เป็นวิธีหลักในการรักษา หากก้อนเนื้องอกอยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัย สามารถผ่าตัดเข้าถึงได้ แพทย์จะทำการผ่าตัดเอาก้อนเนื้องอกออกให้ได้มากที่สุด เพื่อลดความดันในกะโหลกศีรษะและนำชิ้นเนื้อไปตรวจ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการผ่าตัดผ่านกล้องไมโครสโคป และระบบนำทาง (Navigator) ที่ช่วยให้การผ่าตัดมีความปลอดภัยและแม่นยำสูงขึ้น
2. รังสีรักษา (Radiation Therapy)
การใช้รังสีพลังงานสูงเพื่อทำลายเซลล์เนื้องอก มักใช้ในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออกได้หมด เนื้องอกอยู่ในตำแหน่งที่อันตรายมาก หรือใช้ร่วมกับการผ่าตัดเพื่อกำจัดเซลล์เนื้องอกที่อาจหลงเหลืออยู่
3. การใช้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy)
เป็นการใช้ยาเพื่อฆ่าหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้องอก โดยอาจอยู่ในรูปแบบยารับประทานหรือยาฉีดเข้าเส้นเลือด มักใช้ได้ผลดีกับเนื้องอกชนิดมะเร็งบางประเภท
4. การรักษาแบบตรงจุด (Targeted Therapy)
นวัตกรรมการรักษาที่ใช้ยาเจาะจงไปที่ความผิดปกติของยีนหรือโปรตีนในเซลล์เนื้องอกโดยเฉพาะ ช่วยลดการทำลายเซลล์สมองดีที่อยู่รอบข้าง และลดผลข้างเคียงจากการรักษาลงได้มาก
อาการแบบไหนเกี่ยวกับเนื้องอกในสมอง ที่ต้องรีบพามาโรงพยาบาลทันที?
หากพบตนเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการดังต่อไปนี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางระบบประสาทที่ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด
- มีอาการชักเกร็ง หรือหมดสติไปทันที
- แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีกอย่างฉับพลัน ขยับไม่ได้ หรือปากเบี้ยว พูดไม่ชัด
- ซึมลง สับสน สื่อสารไม่รู้เรื่อง หรือตื่นยาก
- ปวดหัวรุนแรงมากที่สุดในชีวิตแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ร่วมกับมีอาการอาเจียนพุ่งหลายครั้ง
การดูแลตัวเองและคนใกล้ชิด เมื่อต้องรับมือกับภาวะเนื้องอกในสมอง
การตรวจพบเนื้องอกในสมองอาจสร้างความกังวลใจให้กับผู้ป่วยและครอบครัวอย่างมาก แต่สิ่งสำคัญคือการตั้งสติ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
ควรมาพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ ทานยาตามที่แพทย์สั่ง ไม่หยุดยาเองโดยเฉพาะยาแก้ชักหรือยาลดสมองบวม รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และหากมีอาการผิดปกติใหม่เกิดขึ้น ให้รีบกลับมาพบแพทย์ก่อนวันนัดทันที
เนื้องอกในสมอง แม้จะเป็นโรคร้ายแรง แต่หากตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ในปัจจุบัน ก็มีโอกาสสูงที่จะควบคุมโรค ให้ผลการรักษาที่ดี และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง