ตื่นมามองเห็นไม่ค่อยชัด หรือแค่อ่อนเพลียธรรมดา?
เวลาตรวจสุขภาพประจำปี หลายคนมักจะให้ความสำคัญกับการเจาะเลือด วัดความดัน หรือเช็กเรื่องไขมันในเลือด แต่กลับหลงลืมการตรวจดวงตาไปเสียสนิท ทั้งที่ดวงตาของเราใช้งานหนักทุกวัน และมีโรคหนึ่งที่เปรียบเสมือนขโมยเงียบ ค่อยๆ คุกคามการมองเห็นไปทีละน้อยโดยแทบไม่แสดงอาการเจ็บปวดอะไรเลย นั่นคือ โรคต้อหินชนิดเรื้อรัง ที่หมอมักจะเจอคนไข้มาหาช้าเกินไปอยู่บ่อยๆ เพราะกว่าจะรู้ตัว ลานสายตาก็แคบลงไปมากแล้ว
โรคต้อหินชนิดเรื้อรัง คืออะไร ทำไมถึงน่ากลัวกว่าที่คิด
ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ลูกตาของเราไม่ได้เป็นก้อนเนื้อตันๆ แต่ภายในมีของเหลวไหลเวียนอยู่ตลอดเวลาเพื่อหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อ เปรียบเสมือนอ่างล้างหน้าที่ต้องมีน้ำไหลเข้าและมีท่อระบายน้ำออกในปริมาณที่สมดุลกัน แต่สำหรับคนที่เป็น โรคต้อหินชนิดเรื้อรัง ท่อระบายน้ำนี้เริ่มอุดตันทีละน้อย ทำให้น้ำในลูกตาคั่งค้าง ความดันลูกตาสูงขึ้นเรื่อยๆ ไปกดทับเส้นประสาทตา ซึ่งทำหน้าที่ส่งสัญญาณภาพไปยังสมอง เมื่อเส้นประสาทตาถูกกดทับเป็นเวลานาน มันก็จะค่อยๆ ฝ่อและตายไปอย่างถาวร
สัญญาณเตือนจากดวงตา ที่บอกว่าเรากำลังเสี่ยง
ความน่ากลัวของโรคนี้คือ ในระยะแรกผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บปวด ตาไม่แดง และการมองเห็นส่วนกลางยังคงชัดเจนดี ทำให้ชะล่าใจคิดว่าสายตาปกติ แต่ถ้าสังเกตตัวเองดีๆ อาจเริ่มมีอาการเหล่านี้
- มองเห็นไม่ชัดในที่มืด หรือปรับสายตาได้ช้าเวลาเข้าห้องมืด
- เห็นแสงไฟเป็นวงกลมสีรุ้งตอนมองดวงไฟในเวลากลางคืน ปวดกระบอกตาหรือปวดหัวเบาๆ เป็นพักๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ
- เริ่มเดินชนขอบประตู ขอบโต๊ะ หรือก้าวพลาดบ่อยขึ้น เพราะลานสายตาด้านข้างเริ่มแคบลง
ใครบ้างที่ควรระวังโรคนี้เป็นพิเศษ
แม้โรคนี้จะพบได้บ่อยเมื่ออายุเกิน 40 ปีขึ้นไป แต่จริงๆ แล้วมันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ยิ่งถ้าจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการตรวจตากับจักษุแพทย์เป็นประจำทุกปี
- คนที่มีประวัติคนในครอบครัวสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี่น้อง เป็นโรคต้อหิน
- ผู้ที่มีภาวะสายตาสั้นมากๆ หรือยาวมากๆ
- ผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุทางตา หรือเคยผ่าตัดตามาก่อน
- ผู้ที่ต้องใช้ยาหยอดตาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน
เช็กความดันตาและตรวจจอประสาทตา ดีกว่ารอให้สายตาพัง
การวินิจฉัยโรคนี้ไม่ได้อาศัยแค่อาการเล่าของคนไข้ แต่จักษุแพทย์ต้องทำการตรวจอย่างละเอียด ทั้งการวัดความดันลูกตา การตรวจดูขั้วประสาทตาด้วยเครื่องมือพิเศษ และการตรวจลานสายตา ซึ่งใช้เวลาไม่นานและไม่เจ็บเลย การตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ ถือเป็นกุญแจสำคัญที่สุด เพราะเราไม่สามารถเรียกคืนเส้นประสาทตาที่ตายไปแล้วให้กลับมาได้ สิ่งที่เราทำได้คือการรักษาสภาพการมองเห็นที่เหลืออยู่ไม่ให้แย่ลงไปกว่าเดิม
วิธีรักษาเมื่อเจอเจ้าโรคนี้
เป้าหมายหลักของการรักษาโรคนี้ไม่ใช่การทำให้หายขาด แต่เป็นการควบคุมความดันในลูกให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย ไม่ให้ไปทำลายเส้นประสาทตาเพิ่มเติม โดยแพทย์จะพิจารณาตามความรุนแรงของโรค
- การใช้ยาหยอดตา: เป็นวิธีด่านแรกที่ได้ผลดีเยี่ยม ช่วยลดการสร้างน้ำในลูกตาหรือเพิ่มการระบายน้ำออก
- การใช้เลเซอร์: ทำเพื่อช่วยเปิดทางระบายน้ำในลูกตาให้ทำงานได้ดีขึ้น เป็นวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่
- การผ่าตัด: หากใช้วิธีอื่นแล้วเอาไม่อยู่ แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดสร้างทางระบายน้ำใหม่ เพื่อให้ความดันตาลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ
ดูแลดวงตาตั้งแต่วันนี้ เพื่อการมองเห็นที่อยู่กับเราไปนานๆ
สุดท้ายแล้ว ดวงตาคู่เดิมนี้ต้องอยู่กับเราไปตลอดชีวิต การปล่อยปละละเลยเพราะคิดว่ายังมองเห็นชัดเจนดี อาจทำให้พลาดโอกาสในการรักษา โรคต้อหินชนิดเรื้อรัง ซึ่งหากอายุเข้าเลขสี่เมื่อไหร่ แนะนำให้แวะไปตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์ปีละครั้ง เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดเพื่อรักษาโลกที่สวยงามใบนี้ให้อยู่ในสายตาของเราไปนานๆ