เวลาที่ใครสักคนเพิ่งได้รับผลตรวจเลือดเป็นบวกและรู้ว่าตัวเองติดเชื้อเอชไอวี ความรู้สึกแรกที่มักเกิดขึ้นในห้องตรวจคือความเคว้งคว้าง กลัว และโดดเดี่ยว เหมือนโลกทั้งใบกำลังจะพังทลายลงตรงหน้า ในฐานะหมอ สิ่งที่ผมมักจะทำนอกจากอธิบายเรื่องการกินยาต้านไวรัสแล้ว คือการส่งต่อรอยยิ้มและการจับมือเพื่อให้รู้ว่าเขายังมีทางออกเสมอ แต่ลำพังแค่เสียงของหมอในโรงพยาบาลอาจยังไม่เพียงพอ เพราะคนที่เข้าใจหัวอกของผู้ติดเชื้อได้ดีที่สุด ก็คือกลุ่มคนที่เคยผ่านจุดเจ็บปวดนั้นมาแล้ว
นี่จึงเป็นที่มาของพลังขับเคลื่อนที่สำคัญมากๆ นั่นคือเรื่องของบทบาทขององค์กรภาคประชาสังคมในการเข้ามาโอบอุ้มและดูแลเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งในบทความนี้ ผมอยากชวนมาทำความเข้าใจกันแบบลึกซึ้งว่า หน่วยงานเหล่านี้เข้ามาช่วยชีวิตและเปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งได้อย่างไรบ้าง
จากความกลัวในวันแรก สู่การต้อนรับสู่อ้อมอกของชุมชน
ลองนึกภาพตามนะครับว่า ถ้าเราต้องแบกความลับเรื่องสุขภาพที่สังคมยังตั้งแง่รังเกียจไว้คนเดียว มันช่างเป็นความรู้สึกที่อึดอัดเสียเหลือเกิน องค์กรภาคประชาสังคมหรือที่เราเรียกกันติดปากว่าภาคประชาสังคมนี่แหละครับที่เป็นด่านหน้าในการเข้าไปโอบกอดคนกลุ่มนี้
พวกเขาไม่ได้มองผู้ติดเชื้อเป็นแค่เคสรักษาในระบบสาธารณสุข แต่มองเป็นเพื่อนมนุษย์ที่มีหัวใจ มีความกังวล และต้องการที่พึ่งทางใจ การมีพื้นที่ปลอดภัยที่เปิดโอกาสให้เข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนโดยไม่ต้องกลัวสายตาตัดสินจากใคร ช่วยลดกำแพงความกลัวลงไปได้มากกว่าครึ่ง ทำให้หลายคนกล้าที่จะยอมรับความจริงและก้าวเข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างรวดเร็ว
สะพานเชื่อมสำคัญที่พาคนไข้เข้าถึงยาต้านไวรัสได้ทันเวลา
เรื่องการกินยาต้านไวรัสให้สม่ำเสมอคือหัวใจสำคัญที่สุดในการควบคุมโรค แต่ในความเป็นจริง ผู้ติดเชื้อหลายคนอาจติดอุปสรรคเรื่องค่าใช้จ่าย ความกลัวเรื่องประวัติรั่วไหล หรือความเข้าใจผิดบางประการ
ตรงจุดนี้แหละครับที่พี่ๆ น้องๆ จากองค์กรภาคประชาสังคมเข้ามาทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโรงพยาบาลกับตัวผู้ป่วย พวกเขาช่วยให้คำแนะนำเรื่องสิทธิการรักษาพยาบาล คอยตามติดว่าคนไข้รับยาตรงเวลาไหม หรือมีผลข้างเคียงอะไรจากการกินยาหรือเปล่า เปรียบเสมือนพี่เลี้ยงคอยประคองให้คนไข้เดินอยู่บนเส้นทางของการรักษาได้อย่างราบรื่นโดยไม่หลุดหายไปจากระบบ
ลบภาพจำและอคติในสังคม เพื่อให้ผู้ติดเชื้อใช้ชีวิตได้อย่างภาคภูมิใจ
ต่อให้ร่างกายแข็งแรงแค่ไหน แต่ถ้าสังคมรอบข้างยังมองด้วยสายตากลัวเกรงและตีตรา ผู้ติดเชื้อก็ยากที่จะมีความสุขที่แท้จริง งานอีกด้านหนึ่งที่หนักหนาและสำคัญมากๆ ของภาคประชาสังคมคือการเดินหน้าให้ความรู้กับสังคมวงกว้าง
พวกเขาช่วยกันอธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจว่า เอชไอวีไม่ใช่โรคเรื้อรังที่น่ากลัวอย่างที่คิด คนติดเชื้อสามารถทำงานร่วมกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน และมีครอบครัวที่อบอุ่นได้หากดูแลตัวเองดี การรณรงค์เหล่านี้ไม่ได้ช่วยแค่ตัวผู้ติดเชื้อรายบุคคลนะครับ แต่มันช่วยรักษาเนื้อร้ายทางสังคมที่ชื่อว่าการเลือกปฏิบัติให้ค่อยๆ จางหายไป
สร้างอาชีพและคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
การดูแลสุขภาพไม่ได้จบลงแค่การให้ยา แต่มันหมายถึงการมีกินมีใช้และมีที่ยืนในสังคมด้วย องค์กรภาคประชาสังคมหลายแห่งริเริ่มโครงการส่งเสริมอาชีพ ฝึกอบรมทักษะ หรือแม้แต่ช่วยหางานที่เหมาะสมให้กับผู้ติดเชื้อ
เมื่อคนเรามีรายได้ มีความสามารถในการพึ่งพาตัวเองได้ ความภาคภูมิใจในตัวเองก็จะกลับคืนมา ความรู้สึกที่เป็นภาระของครอบครัวก็จะหมดไป กลายเป็นพลังบวกที่ทำให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความหมายและพร้อมที่จะส่งต่อความช่วยเหลือไปยังเพื่อนร่วมชะตากรรมคนอื่นๆ ต่อไป
ท้ายที่สุดแล้ว การดูแลผู้ติดเชื้อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาว ไม่ใช่หน้าที่ของหมอหรือพยาบาลในโรงพยาบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยฟันเฟืองจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะองค์กรภาคประชาสังคมที่เป็นเสมือนโซ่ข้อกลางในการประสานรอยร้าวของสังคม และสร้างความหวังให้คนที่กำลังมืดแปดด้านได้มองเห็นแสงสว่างอีกครั้งครับ