เตือนภัยเงียบ โรคหลอดเลือดสมองไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด
เวลาตรวจคนไข้ที่คลินิก สิ่งหนึ่งที่หมอมักจะเจอและค่อนข้างเป็นห่วงอยู่เสมอคือ หลายคนคิดว่าโรคอัมพฤกษ์อัมพาตหรือโรคหลอดเลือดสมองเป็นเรื่องไกลตัว มักจะคิดว่ารอให้แก่ตัวลงก่อนค่อยระวัง แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนวัยทำงานที่ใช้ชีวิตเร่งรีบ นอนน้อย เครียดสะสม และทานอาหารแปรรูปเป็นประจำ
การเข้าใจกลไกและการลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองตั้งแต่อายุยังน้อย จึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด เพราะเมื่อเส้นเลือดในสมองตีบตันหรือแตกขึ้นมา ผลกระทบที่ตามมามักจะเปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งไปตลอดกาล
สัญญาณเตือนภัยที่ร่างกายพยายามบอกก่อนเส้นเลือดสมองจะมีปัญหา
ก่อนที่หลอดเลือดสมองจะตีบหรือแตกจนเกิดอาการรุนแรง ร่างมักจะส่งสัญญาณเตือนสั้นๆ ที่เรามักมองข้ามไปเสมอ หากสังเกตเห็นอาการเหล่านี้แม้เพียงชั่วครู่แล้วหายไปเอง ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจเด็ดขาด
- ชาหรืออ่อนแรงฉับพลัน: มีอาการชาหรือไม่มีแรงที่ใบหน้า แขน หรือขา โดยมักจะเป็นซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย
- ปากเบี้ยวพูดไม่ชัด: พูดแล้วลิ้นแข็ง พูดไม่เป็นคำ หรือฟังคนอื่นไม่ค่อยเข้าใจ
- ตามัวมองไม่เห็น: มองเห็นภาพซ้อน หรือมองไม่เห็นฉับพลันในข้างใดข้างหนึ่ง
- เวียนหัวทรงตัวไม่ได้: เดินเซ เดินโซ หรือรู้สึกบ้านหมุนอย่างรุนแรงแบบไม่เคยเป็นมาก่อน
- ปวดหัวรุนแรง: ปวดหัวขึ้นมาทันทีแบบไม่มีสาเหตุและรุนแรงมาก
ปรับพฤติกรรมการกินอย่างไรให้หลอดเลือดสมองห่างไกลจากความอุดตัน
อาหารการกินคือต้นเหตุหลักที่ทำให้ไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือด การดูแลตัวเองเริ่มต้นง่ายๆ ที่จานอาหารในแต่ละมื้อ
- ลดเค็มและโซเดียม: ความเค็มทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้หลอดเลือดสมองทำงานหนักและแตกได้ง่าย ควรงดการซดน้ำซุปจนหมดชามและลดอาหารหมักดอง
- เลี่ยงไขมันทรานส์และไขมันอิ่มตัว: ขนมกรุบกรอบ เบเกอรี่ และของทอดซ้ำๆ คือตัวเพิ่มไขมันเลวในเลือด เปลี่ยนมาทานปลาทะเล ถั่ว และใช้น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันรำข้าวแทน
- เพิ่มกากใยจากผักผลไม้: ไฟเบอร์ช่วยดึงดูดไขมันส่วนเกินในทางเดินอาหาร ทำให้ร่างกายดูดซึมไขมันได้น้อยลง
เช็กความดันและระดับน้ำตาลในเลือดเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
โรคหลอดเลือดสมองมักมาพร้อมกับเพื่อนซี้อย่างโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคไขมันในเลือดสูง สามโรคนี้เปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่คอยกัดกร่อนความยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือด
หากอายุเกิน 35 ปีขึ้นไป หมอแนะนำให้ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเช็กระดับน้ำตาลและไขมันสะสมในเลือด รวมถึงหมั่นวัดความดันโลหิตด้วยตัวเองที่บ้าน หากพบว่าตัวเลขเกินเกณฑ์มาตรฐาน ควรพบแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ แทนการปล่อยทิ้งไว้จนสายเกินแก้
ขยับร่างกายให้มากขึ้น วิธีลดความดันและไขมันแบบธรรมชาติ
การออกกำลังกายไม่ได้ช่วยแค่เรื่องลดน้ำหนัก แต่ช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ดีขึ้น และทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นตัวสูง ไม่เปราะแตกง่าย
คุณไม่ต้องถึงกับเข้ายิมหักโหมวิ่งมาราธอน แค่ลุกขึ้นมาเดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือทำงานบ้านต่อเนื่องวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน ก็เพียงพอที่จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดีแล้ว
จัดการความเครียดและการนอนหลับ เพื่อปกป้องสมองจากภายใน
ความเครียดเรื้อรังทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมามากเกินไป ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความดันโลหิตและการอักเสบภายในหลอดเลือด ร่วมกับการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ที่ทำให้ระบบซ่อมแซมตัวเองของร่างกายทำงานได้ไม่เต็มที่
การนอนหลับให้สนิทอย่างน้อย 7 ถึง 8 ชั่วโมงต่อคืน และการหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด เช่น การนั่งสมาธิ หรือการเดินเล่นรับลมเย็นๆ จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีดูแลตัวเองที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างยั่งยืน