เวลาที่คุณพ่อคุณแม่พาลูกมาตรวจพัฒนาการที่คลินิก คำถามหนึ่งที่มักจะมาพร้อมกับความกังวลใจในแววตาเสมอคือ ลูกมีแนวโน้มจะเป็นออทิสติกหรือเปล่า บางคนเริ่มสังเกตว่าลูกเรียกแล้วไม่หัน ไม่ค่อยสบตา หรือพูดช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หมอเข้าใจความรู้สึกของคนเป็นพ่อเป็นแม่ได้ดีที่สุด การทำความเข้าใจเรื่องภาวะออทิสติกสเปกตรัมจึงไม่ใช่แค่เรื่องของคำวินิจฉัยโรค แต่คือการเปิดประตูเข้าไปทำความเข้าใจโลกใบเล็กของเด็กๆ แต่ละคนที่มีความพิเศษไม่เหมือนใคร
ภาวะออทิสติกสเปกตรัมคืออะไร และทำไมถึงเรียกว่าสเปกตรัม
ในทางการแพทย์ เราไม่ได้มองภาวะนี้เป็นก้อนเนื้อหรือโรคที่รักษาให้หายขาดได้เหมือนไข้หวัด แต่คำว่าสเปกตรัมเปรียบเสมือนแถบสีที่มีความกว้างและหลากหลายมากๆ เด็กแต่ละคนจะมีอาการและความสามารถแตกต่างกันออกไป บางคนอาจจะมีปัญหาเรื่องการสื่อสารและการเข้าสังคมอย่างชัดเจน ขณะที่บางคนอาจจะแค่ดูแปลกแยกเล็กน้อยในเรื่องการอ่านภาษากายของคนอื่น แต่กลับมีความเก่งกาจเป็นพิเศษในเรื่องตัวเลข ความจำ หรือดนตรี ความเข้าใจตรงนี้ช่วยให้เราเลิกมองเด็กกลุ่มนี้ด้วยความรู้สึกแปลกแยก แต่หันมามองความต้องการเฉพาะตัวของเขาแทน
สัญญาณเตือนวัยเด็กเล็กที่หมออยากให้คุณพ่อคุณแม่ช่วยกันสังเกต
ช่วงขวบปีแรกเป็นช่วงเวลาสำคัญมากๆ ที่พัฒนาการของเด็กกำลังก้าว้าวกระโดด สัญญาณเตือนที่หมอมักจะแนะนำให้สังเกตง่ายๆ มีอยู่ไม่กี่ข้อหลักๆ ที่พบบ่อยในเด็กที่มีภาวะออทิสติกสเปกตรัม ได้แก่
- ไม่สบตาหรือสบตาน้อยมาก: เวลาอุ้มให้นมหรือพูดคุยด้วย ลูกไม่ค่อยมองหน้า หรือยิ้มตอบกลับตามวัย
- เรียกชื่อแล้วไม่ค่อยหัน: เหมือนเขาอยู่ในโลกส่วนตัว แม้ว่าการได้ยินจะปกติก็ตาม
- พัฒนาการทางภาษาช้า: ไม่ส่งเสียงอ้อแอ้ตามวัย หรือเมื่อถึงวัยพูดได้ก็ยังไม่ยอมพูด หรือพูดคำเดิมซ้ำๆ (Echolalia)
- เล่นของเล่นไม่เหมือนเด็กทั่วไป: แทนที่จะเอาตุ๊กตามาเล่นบทบาทสมมติ กลับชอบเอามาเรียงแถวแนวตรง หรือหมุนล้อรถของเล่นซ้ำๆ นานเป็นชั่วโมง
- ยึดติดกับกิจวัตรเดิมๆ: หากมีการเปลี่ยนแปลงเส้นทางกลับบ้าน หรือเปลี่ยนที่นอน อาจจะมีอาการงอแงโกรธเกรี้ยวอย่างรุนแรง
เมื่อหมอตรวจพบภาวะออทิสติกสเปกตรัม เส้นทางการดูแลควรเริ่มอย่างไร
ความลับของการดูแลเด็กกลุ่มนี้คือ ยิ่งตรวจพบเร็ว ยิ่งได้เปรียบ เพราะสมองของเด็กในช่วงขวบปีแรกมีความยืดหยุ่นสูงมาก การกระตุ้นพัฒนาการที่ถูกต้องจะช่วยจัดระเบียบการทำงานของสมองและการรับรู้ของเด็กได้ดีขึ้นมาก การพามาพบกุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรมจึงเป็นการเริ่มต้นที่ถูกต้องที่สุด เพื่อประเมินระดับความรุนแรงและวางแผนร่วมกันว่าน้องควรได้รับการบำบัดด้านไหนเป็นพิเศษ
วิธีช่วยเหลือรอบด้านเพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของลูกออก
การดูแลเด็กที่มีภาวะออทิสติกสเปกตรัมไม่ใช่หน้าที่ของหมอคนเดียว แต่ต้องอาศัยทีมสหวิชาชีพและที่สำคัญที่สุดคือครอบครัว แนวทางหลักๆ ที่เราใช้ดูแลกันมีดังนี้
- อรรถบำบัด (Speech Therapy): ช่วยเรื่องการฝึกพูด การสื่อสาร และการใช้ภาษากายเพื่อลดความคับข้องใจเวลาที่เขาต้องการสื่อสารแต่พูดไม่ได้
- กิจกรรมบำบัด (Occupational Therapy): ช่วยเรื่องการรับความรู้สึกผ่านประสาทสัมผัสต่างๆ การทรงตัว และการฝึกทักษะการช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวัน
- พฤติกรรมบำบัด (Behavioral Intervention): ปรับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และเสริมสร้างทักษะทางสังคมเพื่อให้เขาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ราบรื่นขึ้น
การใช้ชีวิตร่วมกันและความเข้าใจจากคนรอบข้าง
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นมาได้อย่างมีความสุข ไม่ใช่แค่การพาไปบำบัดสม่ำเสมอ แต่คือความเข้าใจและความรักที่มั่นคงจากคนในครอบครัว การเลี้ยงลูกที่มีความต้องการพิเศษต้องใช้พลังใจสูงมาก หมออยากให้กำลังใจคุณพ่อคุณแม่ทุกคน ให้มองเห็นความพยายามและความน่ารักในแบบฉบับของเขา การเปิดใจยอมรับและเรียนรู้ที่จะสื่อสารในภาษาที่เขเข้าใจ จะช่วยพาลูกก้าวข้ามขีดจำกัดต่างๆ ไปได้ทีละขั้นอย่างแน่นอน