เวลาที่คุณพ่อคุณแม่พาลูกมาที่ห้องตรวจแล้วเริ่มเล่าให้ฟังว่า ลูกเรียกชื่อแล้วไม่หัน ไม่ยอมสบตา หรือพูดช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน หลายครั้งผมมักจะเห็นความกังวลใจและคำถามมากมายในแววตา สิ่งแรกที่ผมมักจะบอกเสมอก็คือ การทำความเข้าใจเรื่องภาวะออทิสติกสเปกตรัมไม่ใช่เรื่องของการตีตราว่าลูกมีความผิดปกติ แต่เป็นการทำความเข้าใจว่าสมองของเด็กๆ กลุ่มนี้เติบโตและมองโลกในมุมที่แตกต่างออกไปจากเด็กทั่วไปต่างหาก
ภาวะออทิสติกสเปกตรัมคืออะไร และทำไมถึงเรียกว่าสเปกตรัม
คำว่าสเปกตรัมเปรียบเสมือนแถบสีที่มีความกว้างและหลากหลายมากๆ ครับ เด็กที่เป็นภาวะออทิสติกสเปกตรัมแต่ละคนจะไม่เหมือนกันเลย บางคนอาจจะมีปัญหาเรื่องการสื่อสารและการเข้าสังคมอย่างชัดเจน แต่บางคนก็มีความสามารถพิเศษเฉพาะตัวโดดเด่นมากๆ ในขณะที่บางคนอาจจะต้องการความช่วยเหลือดูแลในชีวิตประจำวันมาก แต่บางคนสามารถใช้ชีวิต เรียนหนังสือ และทำงานได้เหมือนคนปกติทั่วไป ความแตกต่างนี้เองทำให้เราต้องมองเด็กแต่ละคนเป็นรายบุคคล ไม่เหมารวมว่าเด็กที่เป็นออทิสติกทุกคนจะมีอาการแบบเดียวกันทั้งหมด
สัญญาณเตือนจากพฤติกรรมที่พ่อแม่สังเกตได้ตั้งแต่ยังเล็ก
ในฐานะหมอเด็ก สิ่งที่ผมมักจะแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตลูกน้อยตั้งแต่อายุขวบปีแรกๆ มีอยู่ไม่กี่จุดหลักๆ ครับ เพราะยิ่งเราสังเกตเห็นเร็วเท่าไหร่ โอกาสในการสนับสนุนพัฒนาการของน้องก็จะยิ่งดีมากขึ้นเท่านั้น
จุดสังเกตเรื่องการสื่อสารและการสบตา
เด็กๆ ในกลุ่มภาวะออทิสติกสเปกตรัมมักจะไม่ค่อยสบตาเวลาที่เราพูดคุยด้วย เรียกชื่อแล้วมักจะไม่ค่อยหันมามอง หรือบางทีก็เหมือนอยู่ในโลกส่วนตัวสูง การยิ้มตอบหรือการแสดงอารมณ์ร่วมกับคนรอบข้างอาจจะน้อยกว่าเด็กวัยเดียวกัน พัฒนาการทางภาษาก็อาจจะล่าช้า พูดคำที่มีความหมายช้ากว่าปกติ หรือบางคนพูดได้แต่เป็นการพูดทวนคำที่ได้ยิน (Echolalia) โดยไม่เข้าใจความหมาย
พฤติกรรมทำซ้ำๆ และความยึดติดกับกิจวัตร
อีกหนึ่งเรื่องที่เราพบบ่อยคือ เด็กๆ มักจะชอบทำกิจกรรมเดิมซ้ำๆ เช่น การเรียงของเล่นเป็นแถวตรงยาวเหยียด การหมุนตัว การสะบัดมือ หรือมีความยึดติดกับกิจวัตรประจำวันแบบเดิมเป๊ะๆ หากมีอะไรเปลี่ยนแปลงกะทันหัน เช่น เปลี่ยนเส้นทางไปโรงเรียน หรือเปลี่ยนที่นอน อาจจะทำให้น้องรู้สึกหงุดหงิด วิตกกังวล หรือแสดงอารมณ์รุนแรงออกมาได้ง่าย นอกจากนี้เรื่องของประสาทสัมผัสก็สำคัญ บางคนอาจจะไวต่อเสียงดัง แสงจ้า หรือผิวสัมผัสของเสื้อผ้าบางชนิดเป็นพิเศษ
สาเหตุที่แท้จริงเกิดจากอะไรกันแน่
คำถามยอดฮิตที่คุณพ่อคุณแม่มักจะถามเสมอคือ ลูกเป็นแบบนี้เพราะเลี้ยงดูผิดวิธีหรือเปล่า ผมต้องบอกให้สบายใจตรงนี้เลยครับว่า ภาวะออทิสติกสเปกตรัมไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ แต่ปัจจุบันทางการแพทย์พบว่ามีสาเหตุหลักมาจากพันธุกรรมและความผิดปกติของการทำงานและการพัฒนาของสมองในช่วงที่อยู่ในครรภ์มารดา มีปัจจัยทางชีวภาพหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้โครงสร้างหรือการเชื่อมโยงของเซลล์สมองในบางส่วนแตกต่างจากเด็กทั่วไป
วิธีดูแลและช่วยเหลือเมื่อลูกอยู่ในกลุ่มสเปกตรัมนี้
เมื่อลูกได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะออทิสติกสเปกตรัมแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการพาไปรับการบำบัดฟื้นฟูที่เหมาะสมและต่อเนื่อง ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ สมองของเด็กๆ ในวัยกำลังพัฒนาก็จะยิ่งปรับตัวได้ดีมากขึ้นเท่านั้น
- การกระตุ้นพัฒนาการและปรับพฤติกรรม (Behavioral Therapy): เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยฝึกทักษะการเข้าสังคม การสื่อสาร และลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
- อรรถบำบัด (Speech Therapy): ช่วยเรื่องการฝึกพูด การสื่อสารทางเลือก และการทำความเข้าใจภาษากาย
- กิจกรรมบำบัด (Occupational Therapy): ช่วยเรื่องการฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก การจัดการกับปัญหาเรื่องการรับความรู้สึกที่ไวหรือช้าเกินไป
- การมีส่วนร่วมของครอบครัว: พ่อแม่และคนใกล้ชิดคือผู้บำบัดที่ดีที่สุด เพราะการฝึกฝนต้องทำอย่างสม่ำเสมอในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ตอนที่มาพบนักบำบัดที่คลินิกเท่านั้น
การเดินทางดูแลลูกที่มีภาวะออทิสติกสเปกตรัมอาจจะต้องใช้ความอดทนและความเข้าใจค่อนข้างสูงจากคนในครอบครัว แต่ผมอยากบอกว่าเด็กๆ ทุกคนมีศักยภาพในแบบของตัวเอง หน้าที่ของเราคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เปิดใจยอมรับ และพร้อมที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมกับพวกเขาทีละก้าวครับ